Skip to content

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากระบบหน้าร้าน

“ความรู้” ในเรื่องของออนไลน์

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากระบบหน้าร้าน หรือจากออฟไลน์นั้น ส่วนใหญ่มักจะมองว่าการตลาดออนไลน์เป็นเรื่องยาก ทำให้ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มช่องทางการขาย และเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้

หลายครั้งที่ SME สอบถามเทคนิคและวิธีการเพิ่มยอดขายเข้ามานั้น สิ่งที่ผมทำได้ก็จะเป็นเพียงการอธิบายให้ฟังในบางส่วนที่พอจะนำไปปรับใช้ได้ แต่อีกหลายเรื่องก็เป็นเรื่องจะอธิบายให้เข้าใจสั้นๆ ได้ค่อนข้างยากเพราะมีขั้นตอนรายละเอียดค่อนข้างมาก และแม้ว่าบางเรื่องก็อาจจะพอหาคอร์สเรียนได้ แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังติดปัญหาตรงที่ รับปรึกษาการตลาด

“ไม่มีเวลาพอ” เพราะอยากใช้เวลาไปกับการปรับปรุงสินค้าและขยายธุรกิจ ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน

ดังนั้นการทำออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการอาจจะให้เวลากับมันได้น้อย แล้วก็ทำเหมือนๆ ที่คนอื่นทำ หรือทำแค่ให้ได้ทำ แล้วก็ไม่ได้เกิดผลอะไรที่แตกต่างจากเดิม บางธุรกิจอาจจะจ้างพนักงานคนหนึ่งมานั่งโพสต์ Facebook มาซื้อโฆษณา แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้ทำไปโดยเจ้าของธุรกิจก็ไม่ได้เข้าไปดู หรือดูแล้วก็ไม่สามารถแนะนำอะไรให้กับทีมทำงานได้อย่างถูกต้อง การทำออนไลน์ก็เลยดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น

ที่สำคัญและมักจะเข้าใจผิดกันมากคือ เรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing นั้น ไม่ใช่แค่การโพสต์รูปภาพ และ Link บน Facebook แล้วก็กด Boost Post ซื้อโฆษณาเท่านั้น เพราะถ้าทำเท่านี้ เราจะเรียกมันแค่ว่าการทำ Digital Advertising หรือแค่เปลี่ยนรูปแบบการโฆษณาจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์เท่านั้น

การทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งนั้น ความจริงยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Research ต่างๆ ด้วยเครื่องออนไลน์ การวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อเข้าใจลูกค้า การสร้างเนื้อหา Content ให้ตรงกับแต่ละกลุ่มลูกค้าตาม Segmentation และตามพฤติกรรมการสั่งซื้อในช่วงเวลาต่างๆ การหาทางเพิ่มลูกค้าใหม่ รวมไปถึงการวัดผลการตลาดออนไลน์ทุกช่องทางที่ได้ทำไป ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook Line@ และอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปรับปรุงและเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ทำหน้าที่อะไรบ้าง

เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจต้องเติบโตขึ้น ต้องการยอดขายที่มากขึ้น หน้าที่ของการเป็นที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์จึงเป็นการใช้ประสบการณ์ ความรู้ และเครื่องมือการตลาดออนไลน์มาพัฒนาปรับปรุงเพื่อทำให้ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของการเป็นที่ปรึกษา

แต่อีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การถ่ายทอดความรู้ know-how ต่างๆ เพื่อสร้างทีมการตลาดให้แข็งแรง การวางแผนการทำงาน กำหนดโฟลว์การทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทีมการตลาดสามารถทำงานต่อไปได้อย่างเป็นระบบโดยไม่จำเป็นต้องมีที่ปรึกษา ซึ่งหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาควรจะต้องทำไปพร้อมๆ กันในช่วงเวลาของการเป็นที่ปรึกษาด้วย

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการเป็นที่ปรึกษาไม่ใช่เป็นเพียงการ “จับปลา” มาให้กิน แต่จะต้องสอน “วิธีการจับปลา” ที่ถูกต้องให้ด้วย การทำเช่นนี้จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมั่นคงกว่าในระยะยาว และธุรกิจของทุกคนก็ต้องการแบบนั้นมากกว่าไม่ใช่หรือครับ

ด้วยประสบการณ์การทำงานด้าน E-commerce กับบริษัทขนาดใหญ่มาไม่ตำ่กว่า 15 ปี ได้แก่ OfficeMate.co.th Central.co.th Zalora.co.th และเว็บไซต์อื่นๆ ภายในเซ็นทรัลกรุ๊ป รวมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรขนาดใหญ่ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และกลุ่ม SMEs มาตลอดนั้น จะสามารถช่วยให้ธุรกิจที่กำลังก้าวเข้าสู่การทำ E-commerce อย่างเต็มตัวนั้น สามารถจะเติบโตได้อย่างเป็นระบบ มั่นคงแข็งแรง และมียอดขายเพิ่มขึ้นจากช่องทางการตลาดออนไลน์

คนส่วนมากเมื่อพูดถึงการทำเว็บไซต์ซัก 1 เว็บไซต์มักจะเริ่มต้นด้วยการคิดว่า จะต้องทำเว็บไซต์อะไร มีเทคนิคอะไรบ้าง ใส่กราฟฟิกสวยๆไปเลยมั้ย เขียนโค้ดภาษา แต่การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่การใส่ภาพสวยๆ ปุ่มหรูๆ อนิเมชั่นว้าวๆแค่นั้น

คนส่วนมากเมื่อพูดถึงการทำเว็บไซต์ซัก 1 เว็บไซต์ มักจะเริ่มต้นด้วยการคิดว่า จะต้องทำเว็บไซต์อะไร มีเทคนิคอะไรบ้าง ใส่กราฟฟิกสวยๆไปเลยมั้ย เขียนโค้ดภาษา แต่การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่การใส่ภาพสวยๆ ปุ่มหรูๆ อนิเมชั่นว้าวๆแค่นั้น

แต่การออกแบบเว็บไซต์ก็แทบไม่ต่างอะไรกับกระบวนการออกแบบสิ่งต่างๆ ตาม Design Process เลยแต่เอาจริงๆก็อาจจะต่างบ้างเล็กๆน้อยๆแหละ อ่ะเวิ่นมาเยอะ ไปดูกันเลยว่ากว่าจะเป็นเว็บไซต์ 1 เว็บไซต์หรือแค่เพียงหน้าเว็บไซต์เพียง 1 หน้าต้องมีอะไรบ้าง

อย่างที่บอกไปตอนแรกเนี่ย ว่าเราจะทำอะไรให้สำเร็จเราต้องมีเป้าหมาย ว่าเราจะทำเว็บอะไร แต่เรายังไม่รู้เลยว่าเว็บไซต์ที่เราจะทำออกมาเนี่ยจะเป็นเว็บแบบไหน เราไปลองรู้จักกับประเภทของเว็บไซต์กันก่อนเลยดีกว่า

เว็บไซต์ประเภทต่างๆ

1. Corporate Website หรือเว็บไซต์ขององค์กร ที่เป็นหน้าเป็นตาของบริษัท บอกข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ข้อมูลการสมัครงาน ติดต่อ

2. Social Media แน่นอนเมื่อพูดถึง Social media website ที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น Website Facebook

3.E-commerce หรือเว็บขายของออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายก่ายกอง ทั้งเว็บที่ขายของรวมๆเป็นตลาดขนาดใหญ่ หรือเป็นเว็บไซต์ที่ขายเฉพาะผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ก็เป็น E-comerce รูปแบบหนึ่ง

4.Single page เว็บที่มีเพียงหน้า Landing ใหญ่ๆเพียงเว็บหน้าเดียวหรือมีหน้าอื่นๆไม่เกิน 10 หน้า เว็บไซต์ประเภทนี้เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะกับการทำ Portfolio หรืออะไรที่นำเสนอเนื้อหายแบบกระชับๆแต่เริ่ดและปังนั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์ประเภทนี้สโคปจะไม่ใหญ่มาก

5.Online Academy เว็บสถาบันการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ที่มีทั้งแบบเรียนฟรี เรียนเสียตัง มีเนื้อหาให้เลือกเรียนตามที่ชอบ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเอง

6.Entertainment เว็บไซต์ที่ให้ความบันเทิง ทั้งในรูปแบบภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว ลำดับตั้นๆทุกคนคงจะนึกถึง Youtube แน่นอน

7.Inspiration เว็บไซต์ที่สายนักออกแบบสายศิลปินไม่ควรพลาดเพราะเป็นแหล่งหา Ref. ชั้นดีเมื่อขาดแรงบันดาลใจแต่เดดไลน์ก็เผามาทุกที ตัวช่วยที่ดีที่สุดลำดับต้นๆก็คือ

ในขั้นตอนการกำหนดขอบเขตของเว็บไซต์เมื่อเราได้รู้แล้วว่าใครจะมาใช้เว็บไซต์ที่เราทำ เราทำเว็บไซต์เพื่ออะไร ถ้าทำคนเดียวก็อาจจะกำหนดได้เองเลยแต่ถ้าทำเป็นทีมก็ต้องช่วยกันกำหนดขอบเขตของเว็บไซต์กับคนในทีมไม่ว่าจะเป็น Project manager Marketing Ux designer Ui designer Developer และที่ขาดไม่ได้คือ User

เพื่อมองในทุกๆมุมมองของผู้ที่จะมาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่เราจะทำในอนาคต ซึ่งเครื่องมือในการสร้างสโคปเว็บเนี่ยก็มีให้เลือกมากมายก่ายกอง

ในขั้นตอนนี้การจะทำได้ก็ควรมีพื้นฐานของการทำ IA หรือ Information Architecture เพื่อช่วยในการสร้างกลุ่มข้อมูลให้สอดคล้องกับผู้ใช้ของเรา ซึ่งมันจะนำไปสู่การทำ Sitemap ต่อไป

Information Architecture หรือการส้รางสถาปัตยกรรมข้อมูล มีอยู่ 8 ข้ออ่ะตรงนี้ผมไม่ขยายความมาก เพราะว่ายังไม่เชี่ยวชาญจริงๆเพื่อนๆลองหาอ่านแล้วถ้ามีลิ้งค์ดีๆแนะนำได้ แต่ผมขอเอาหัวข้อหลักๆมาให้ดูก่อนก็คือ

  1. object การจัดลำดับข้อมูล
  2. choice การทำให้ user เลือกและตัดสินใจได้เร็ว
  3. Disclosures แสดงข้อมูลให้ User เท่าที่ต้องเห็น
  4. Exemplars ใช้สัญลักษณ์ที่ user เข้าใจแทนการใช้คำพูดยาวๆ เช่น หน้าหลักใช้รูปบ้าน
  5. Front Doors ทำให้ user รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของเว็บไซต์แล้วจะไปทำอะไรต่อที่ไหน
  6. Multiple Classification การจัดกลุ่มข้อมูลตามความหมายที่ user นิยาม
  7. Focused Navigation ทำให้ user Focus การใช้ Navigation ระบบเดียว ณ เวลาที่ user ใช้ระบบนั้นอยู่
  8. Growth การวางเนื้อหาเพื่อนำไปสู่การเข้าถึงที่มากขึ้นของ Product จัดลำดับความลึกการเข้าถึงของ user

เมื่อเราทำ IA มาแล้วเราก็จะมาทำ Sitemap กันต่อ แต่ก่อนเข้าเรื่อง Sitemap ขอออกตัวก่อนว่า IA ไม่ใช่ Sitemap

Sitemap คือการทำแผนผังเว็บไซต์ คล้ายๆกับการทำแผนผังองค์กรเลยแต่จะเป็นการเรียงหน้าเว็บไซต์แทนพวกคนในองค์กร โดยการทำจะเรียงจากหน้าแรกที่ User กดเข้าลิ้งค์หลักของเว็บไซต์

ในการทำ wirefram และการจัดวางองค์ประกอบเว็บดีไซน์เนอร์ควรจะรู้เรื่องVisual hierarchy มาเป็นอย่างดี เพื่อจัดวางลำดับการเห็นของ user ได้ถูกต้องและเหมาะสมกับ Goal ที่เราตั้งไว้

ซึ่งเรื่อง Visual hierarchy ก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงอยู่ประมาณนึง

  1. Size ขนาด มีผลต่อการมองเห็นของ User เพื่อให้ User เห็นเป็นกลุ่มๆ
  2. color สีมีผลต่อการมองเห็น รับรู้ ความรู้สึกและภาพจำ
  3. Texture พื้นผิวที่สัมผัสได้จากการมอง เช่น มันวาว หยาบกร้าน แหลมคม
  4. Unity การเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน ความกลมกลืนทำให้จุดประสงค์ของเว็บไซต์ชัด
  5. Rhythm การจัดวางมีจังหวะ มีทิศทาง การจัดวางที่เหมาะสมมีผลต่อการรับรู้
  6. Balance การจัดวางที่เท่ากันทั้งสองข้างทำให้รู้สึก เท่าเทียม มั่นคง ทางการ
  7. White space พื้นที่ว่างมีผลในการพักสายตา ทำให้ user ไม่เบื่อไปกับเนื้อหาที่มากมาย
  8. Contrast ความต่าง ทำให้น่าจดจำและเด่นชัด

Wireframes คือการนำศาสตร์ของ Visual Design มาใช้เพื่อสร้างหน้าตาเว็บไซตือย่างง่ายๆให้ทีมเห็นภาพร่วมกันซึ่งการทำ wireframes แบ่งได้เป็น 3 แบบ

1. Low fidelity wireframes เป็นการทำไวเฟรมอย่างง่ายโดยใช้แค่รูปร่างรูปทรงมาอธิบายแบบหยาบๆเพื่อนำเสนอทีมในเบื้องต้น

  • ข้อดี คือประหยัดเวลา ราคาถูก เห็นภาพรวมๆได้เร็วๆ เหมาะกับการทำกับ Product ที่ต้อง lunch เร็วๆ
  • ข้อเสีย หยาบไปหน่อย คนที่จินตนาการไม่ออกจะไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าทำ low มากๆจะทำให้งงว่าอะไรเป็นอะไร

2. Medium fidelity wireframes เป็นการทำไวเฟรมแบบที่ดูดีขึ้นมานิดนึงมีการใช้ ไอคอนแสดงถึงรูปภาพ ปุ่ม เสียง วิดีโอ ใส่สีได้ในส่วนที่สำคัญๆต้องใช้สี แต่ยังใช้รูปร่างรูปทรงง่ายๆในการนำเสนอ เหมาะสำหรับพรีเซนต์ PO PM เพื่อให้เห็นภาพร่วมกัน

  • ข้อดี เห็นภาพชัดมากขึ้น ราคาถูก เห็นภาพรวมๆได้เร็ว
  • ข้อเสีย ยังไม่ได้ใกล้เคียงของจริงขนาดที่ Developer นำไปพัฒนาได้

3. High fidelity wireframes เป็นการทำไวเฟรมที่เหมือนกับ Product จริงๆมากที่สุด โดยการใส่ภาพ สี ปุ่ม ไอคอน เนื้อหาที่ใกล้เคียงมากที่สุด

  • ข้อดี เห็นภาพชัดเป๊ะ สวย เหมือนสิ่งที่จะทำจริงๆ ใช้พัฒนาต่อไปได้เลย
  • ข้อเสีย เสียเวลา เสียเงิน มาก

มาถึงตรงนี้ก็คือการพัฒนาเว็บไซต์ถามว่าในส่วนนี้ Web designer ไม่เห็นจะเกี่ยวแล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของทีม Programmer ไปละกัน โน้วววววว ไม่ได้น้าาา เพราะ Programmer ไม่ได้มีหัวด้านการออกแบบศาสตร์และศิลป์เหมือนคุณ และอย่าลืมว่าคุณก็คือทีมพัฒนาเว็บไซต์เช่นกัน

เพราะฉะนั้นถึงขั้นนี้ Web designer ก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับ Developer เพื่อให้ Website ที่ออกมาตรงตามความต้องการของ user มากที่สุด ตรงนี้ผมขออนุญาติไม่เจาะลึกว่ามีเครื่องมือมีภาษาอะไรบ้างเพราะว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาหรือเครื่องมือด้านนี้ ถ้าใครมีบทความเกี่ยวกับเครื่องมือการพัฒนาเว็บไซต์ดีมาแชร์กันได้

อย่างที่บอกไปว่าอ่ะเขียนเสร็จเดปเสร็จปล่อยเลยจ้า โบ้งงงงน้ะจ้าาาโบ้งทั้งเว็บ การที่เราจะ Launch Products ใดๆก็ตามล้วนต้องทดสอบก่อนทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นอะไรในโลกแม้แต่คนยังต้องโดนทดสอบประเมินผลแล้วเว็บจะมีอภิสิทธิ์ได้เช่นไร การทดสอบเนี่ยเกิดขึ้นเพื่อทำให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ของเราจะสามารถใช้ได้ตาม Goal ที่เราตั้งไว้ เป็นไปตามสมมติฐานและอะไรก็หลายแหล่ที่ทำมาอย่างยาวนาน

  1. Guerrilla Testing (ไม่ได้จับลิงกอลิล่าไหนมาทดสอบ ทดสอบการใช้งานของเว็บไซต์จากคน 5–10 คน ใช้เวลา 5–15 นาทีเพื่อดูการใช้งานว่าผู้ใช้สามารถใช้ได้ตรงตาม Goal ที่เราตั้งไว้หรือไม่ โดยคนที่ทำไม่ควรเป็นคนที่อยู่ในโปรเจคเดียวกันรู้เรื่องโปรเจคเป็นอย่างดี ไม่ควรๆ
  2. Usability Testing มีวิธีการมากมายไปหาอ่านเอาได้เลย
  3. Remote Testing มีโจทย์ให้ User ทำในแต่ละ Task ซึ่งการทดสอบนี้เหมาะกับการทดสอบเป็น Feature แต่ละ Feature ไป
  4. Technical Testing ทดสอบการใช้งานด้านระบบเช่น ทดสอบกับเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น
  5. A/B Testing การทำเว็บไซต์เดียวกันแต่ออกแบบต่างกันเล็กน้อยในส่วนที่จะทดสอบเพื่อดูว่าอะไรคือตัวเลือกที่ดีที่สุด

ซึ่งการ Test แต่ละครั้งมี Cost เช่นกันทั้ง เงิน แรง คน เวลา อามณ์ เพราะฉะนั้นควรตั้งคำถาม ตั้ง Task ที่จะนำไปทดสอบให้ดีว่าต้องการทดสอบอะไรและจะได้อะไรจากนี้

ในที่สุดเว็บไซต์ของเราก็ได้ปล่อยออกไปแล้ว ซึ่งการที่จะปล่อยเว็บไซต์ออกไปได้นั้นควรเลือกช่วงวันเวลาที่เหมาะสมและมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี นั่นเอง

ทุกอย่างต้องมีการปรับปรุงและพัมนาเสมอเพื่อให้เท่าทันยุคทันสมัย เว็บไซต์ก็เช่นกันอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เซิร์ฟพังหรืออะไรก็ตามเราก็ต้องทำการแก้ไขไปตามสาเหตุนั่นเอง และการพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้ดีขึ้นๆไปนั้นก็ต้องตอบสนองกับ พฤติกรรม เทรนด์ ของ user ที่เปลี่ยนไปด้วยเพื่อให้เว็บไซต์ของเรายังคงอยู่ทุกยุค

เหมือนพี่ช่าที่อยู่มาสามยุค ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เรารับรู้ได้ว่าผู้ใช้ของเรามีพฤติกรรมอย่างไรนั้นก็มีเครื่องมืออยู่หลายตัวอยู่ เช่น

1. Google Analytic หนึ่งในตัวช่วยมือดีที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้กันคงหนีไม่พ้นเจ้าตัวนี้เพราะว่าฟรีและมีการเก็บ Insight ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

2. Facebook Analytic ตัวนี้เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีการเปิดเพจใน Facebook ด้วยเพราะจะช่วยวิเคราะห์ Traffic ใน Facebook ได้เป็นอย่างดี รวมถึงเครื่องมือตัวนี้ยังสามารถ Tracking เพื่อวิเคระห์พฤติกรรมภายในแอปพลิเคชั่นได้อีกด้วย

3. SimilarWeb เว็บไซต์ที่เป็นตัวเปรียบเทียบเว็บไซต์ของเรากับเว็บไซต์คู่แข่งว่ามีการเข้าถึงได้มากน้อยอย่างไรและนอกจากนี้ถ้าเสียเงินเพื่อเปิดฟี๊ตเจอร์เพิ่มก็จะสามารถดูข้อมูลพฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์ของ user เราได้อีกด้วย รับทำเว็บ

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว ครั้นจะให้ ขายของ มีหน้าร้าน รอให้ลูกค้ามาซื้อมันก็กระไรอยู่ การที่ร้านค้าหลายร้านรู้จักปรับตัวให้ตัวเองกลายเป็น ร้านค้าออนไลน์ ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ

แต่บางคนก็ยังเก้ๆ กังๆ อยู่ในช่วงเตรียมตัว ว่าร้านค้าออนไลน์ เขาทำกันยังไง มันต้องมีอะไรบ้าง คิดชื่อร้านค้าออนไลน์ ขายของออนไลน์อะไรดี แล้วมีอะไรอีกไหมที่ต้องรู้ ถ้าระหว่างที่กำลังเตรียมตัว ก็มาทำความรู้จักกับ การตลาดออนไลน์ คือ อะไร ด้วยแล้วกัน ทำ marketing online

การตลาดออนไลน์ คืออะไร

Online Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ คือ การทำโฆษณาในสื่อออนไลน์ ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยเป้าหมายหลักในการทำ Online Marketing

เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อนำโฆษณาสินค้าไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ ผู้คนก็จะเห็นและเกิดความสนใจในที่สุด สุดท้ายแล้วก็เกิดการซื้อขายออนไลน์ในที่สุด

การตลาดออนไลน์ : Online Marketing ดียังไง

“การตลาดออนไลน์ จะทำให้ทุกคนบนโลกที่ใช้โซเชียลมีเดีย เห็นโฆษณาสินค้าของคุณ”หมายความว่า ร้านค้าออนไลน์ หรือ ธุรกิจออนไลน์ จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น หากถามว่าแล้ว การตลาดออนไลน์ ดีไหม คำตอบคือ ดี เช่น

  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ด้วยทำคอนเท้นต์นำเสนอ ยิงแอดโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
  • มีลูกค้าเข้ามาด้วยความสมัครใจ เพราะเห็นโฆษณาสินค้าอยู่บ่อยๆ และตรงกับความต้องการ
  • มีโอกาสปิดการขายได้ง่ายขึ้น เพราะลูกค้าเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประหยัดต้นทุน เพราะหมดปัญหาเรื่อง ขายของ มีหน้าร้าน ไม่ต้องเช่าร้าน ฯลฯ
  • เมื่อมีเพจร้านค้า ก็สามารถวัดผลการทำการตลาดออนไลน์ได้ ว่าจะปรับเปลี่ยนตรงไหน

เมื่อทุกร้านค้าเข้าสู่การทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะซื้อร้านไหนดี ดังนั้น บริการระหว่างการขาย หรือหลังการขาย จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้า ว่าจะซื้อสินค้าร้านไหนดีกว่ากัน เช่น ตอบแชทไว อ่านแชทไว ให้ข้อมูลครบ เปิดบิล ได้อย่างปลอดภัย ฯลฯ

4 ช่องทางสำหรับการทำ การตลาดออนไลน์

Online Marketing สามารถทำได้หลายช่องทาง อะไรที่เป็น สื่อออนไลน์ หรือ ชุมนุมของคนออนไลน์ คุณสามารถทำให้พวกเขาเหล่านั้นเห็นสินค้า หรือ แอดสินค้า ของร้านค้าออนไลน์ได้ ซึ่งมีด้วยการหลายช่องทาง คือ

ทำการตลาดบน Social Marketing

แหล่งชุมนุมออนไลน์ที่ได้รับความนิยม และบุคคลทุกประเภทเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ จะส่งต่อได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ เห็นได้ซ้ำๆ เมื่อถูกการรีโพสต์ เมื่อโฆษณาสินค้าชินนั้นแมสขึ้นมา ช่องทางที่ว่าคือ

  • เปิดเพจร้านค้า โฆษณา facebook
  • เปิดช่องยูทูบ โฆษณา youtube
  • เปิดแอคทวิตเตอร์ โฆษณา twitter
  • เปิดร้านขายของในไอจี โฆษณา instagram

ทำ Online Marketing บน Website

บทความที่ถูกสร้างขึ้นใน Blog ด้วยโดเมนของธุรกิจออนไลน์ หรือ โดเมนจาก Blog สำเร็จรูป ก็สามารถทำ Online Marketing ได้ ซึ่งการทำ Content SEO จะช่วยให้ผู้ใช้งานใน Search Engine เห็นสินค้าของเรามากขึ้น

เพราะแทบทุกคนล้วนใช้ Google.com ค้นหาข้อมูลที่อยากรู้ ดังนั้น การทำคอนเท้นต์ ที่ตอบปัญหา บอกวิธีแก้ไข และใช้หลัก SEO เป็นส่วนประกอบ จะทำให้ผู้บริโภคเห็นบทความของเรามากขึ้น

ส่งอีเมล EDM : Electronic Direct Mail

ส่งอีเมลประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้า ทราบความเคลื่อนไหวว่า ณ ตอนนี้ ธุรกิจออนไลน์ของเรามีสินค้าใหม่อะไรบ้าง จัดโปรโมชั่นลดแลกแจมแถมอะไรอยู่ โดยภายในอีเมล คุณสามารถใส่ คอนเท้นต์ SEO ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของคุณลงไปได้อีกด้วย

แน่นอนว่า EDM ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายแน่ๆ เพราะข้อมูลอีเมลที่คุณได้มานั้น ก็เป็นการลงชื่อเวลาสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ของคุณ  เป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วมากวิธีหนึ่ง

โพสต์ขายของ ใน MarketPlace

จริงๆ แล้ว ก็ยังมีแหล่งขายของออนไลน์ให้เลือกอีกมาก ถ้าเริ่มแรกยังไม่สะดวกจะเปิดเพจร้านค้า แต่อยากลองเชิงขายของก่อน ก็ลองมาทำการตลาดออนไลน์ในเว็บขายของเหล่านี้ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่เสียเงิน ประหยัดต้นทุน อีกทั้งยังทำให้คนอื่นๆ เห็นโพสต์ขายของของคุณได้ง่ายๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ขายของออนไลน์ ใน Shopee
  • ขายของออนไลน์ ใน Lazada