Skip to content

เปลี่ยนคุณให้กลายเป็น คนมีความสุข มากขึ้นกับ 10 เรื่องง่ายๆ

เปลี่ยนคุณให้กลายเป็น คนมีความสุข มากขึ้นกับ 10 เรื่องง่ายๆ
เราทุกคนล้วนพยายามทำให้ตัวเองกลายเป็น คนมีความสุข ซึ่งหลายๆ คนเอง ก็อาจจะยังไม่ค่อยรู้วิธีสร้างความสุขแบบ ‘แท้จริง’ ให้เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ บางคนบอกว่าถ้าฉันได้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ ได้ไปเที่ยวในวันหยุด หรือลดน้ำหนักให้เหลือน้อยลงได้ ฉันจะมีความสุขมากขึ้น

แต่บ่อยครั้งความสุขที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้าภายนอกเหล่านี้ ก็เป็นเพียงความสุขแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะพลังความสุขที่แท้จริง จะต้องเกิดขึ้นมาจากภายในใจของเรา ดังนั้น ลองมาทำตาม 10 เรื่องง่ายๆ ที่เรานำมาฝาก เพื่อให้คุณมีความสุขตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้กัน

1.กอดตัวเอง
หากเราพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้ เราก็ต้องพูดคุยกับตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น ลองหันมาพูดสิ่งดีๆ กับตัวเอง รักตัวเองในแบบที่คุณเป็น จงอย่าลืมที่จะฝึกฝนการรักตัวเอง และหมั่นค้นหาคำพูดที่ดีต่อใจมาคอยบอกกับตัวเองอยู่เสมอ

2.ใจดีกับตัวเองบ้าง
หัดเรียนรู้ที่จะให้อภัยและไม่โทษตัวเองเกี่ยวกับความผิดพลาดที่ผ่านมา อย่าลืมถามตัวเองว่าคุณต้องการอะไรในชีวิต ส่วนอะไรที่ไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องบีบบังคับตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบอะไรมากมายขนาดนั้น

3.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
ในโลกที่สื่อโซเชียลสามารถทำให้ชีวิตของใครหลายคนดูสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ แต่เราก็อย่าลืมจำไว้ด้วยว่านั่นอาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นสิ่งที่แย่ที่สุด ลองติดตามการดูคนอื่นๆ ให้น้อยลง และหันกลับมามองตัวเองว่าเรานั้นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

4.เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
ก็คือการมีน้ำใจต่อตัวเองและทำสิ่งต่างๆ ที่ทำให้คุณมีความสุข จงใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวให้มาก หัดชื่นชมตัวเองในความที่คุณไม่เหมือนใคร และไม่มีใครสามารถเหมือนคุณได้

5.เดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ แต่อย่ากดดันตัวเองให้เดินได้ไกล หากการเดินเป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณ ลองใช้เวลาสองสามนาทีต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าที่จะทำสิ่งนี้โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลง เพื่อฟังเสียงนกและต้นไม้ดูบ้าง

6.ทำสมาธิ
สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อตัวคุณเอง คือการใช้วันหยุดพักผ่อนของคุณลองทำสมาธิดูบ้าง แค่สองสามนาทีต่อวัน หรือสองสามครั้งต่อสัปดาห์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วล่ะ

7.อย่าตื่นและเข้านอนพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ
ลองนำโทรศัพท์ของคุณออกจากห้องนอน แม้มันจะฟังดูเป็นเรื่องที่ยาก แต่ยังไงก็ควรลอง และคุณอาจจะค้นพบว่าคุณสามารถหลับเร็วและนอนหลับได้ลึกขึ้นด้วย

8.มองตัวเองผ่านสายตาคนที่รักคุณ
ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อน คู่หู หรือลูก ๆ ลองดูว่าพวกเขารักคุณมากแค่ไหน สิ่งที่คุณไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง มันอาจเป็นสิ่งที่ดีและสมบูรณ์แบบสำหรับพวกเขาเหล่านั้นก็ได้

9.ลงมือทำสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
ถ้ากาแฟเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกดี จงดื่มด่ำและสนุกกับมัน แต่ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด ลองนึกถึงเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างเช่น แอลกอฮอล์ก็อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะนี่คือชีวิต ร่างกายและจิตใจของคุณ จงหล่อหลอมและเลี้ยงดูตัวคุณเองด้วยสิ่งที่เหมาะสมกับคุณ

10.จดจ่ออยู่กับลมหายใจ
การสูดลมเข้าและออกอย่างช้าๆ เพียงสิบครั้ง สามารถช่วยให้เราสงบนิ่งได้ ดังนั้น ลองใช้เวลาในช่วงที่รถติดไฟแดงหรือช่วงที่กำลังรอน้ำเดือด อะไรต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นการฝึกกำหนดลมหายใจ

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

เกิดเรื่องดี ๆในแต่ละวันได้ กับ 5 กิจวัตรประจำวัน ที่ควรทำให้ชิน ต้อนรับ เช้าวันใหม่

เกิดเรื่องดี ๆในแต่ละวันได้ กับ 5 กิจวัตรประจำวัน ที่ควรทำให้ชิน ต้อนรับ เช้าวันใหม่

หากอยากเริ่มต้น เช้าวันใหม่ ด้วยความรู้สึกดีๆ ก่อนอื่นเราอาจต้องทำ กิจวัตรประจำวัน ที่เป็นอยู่ ให้เกิดความสุขและสร้างพลังใจให้ได้เสียก่อน เมื่อทำได้แล้ว เราจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างแน่นอน หรือถ้าใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มสร้างเรื่องราวเหล่านี้ให้เกิดขึ้นด้วยวิธีไหน ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู

สร้างนิสัยการตื่นเช้า

เคยลองสังเกตตัวเองไหม หากวันไหนที่เราตื่นเช้า เรามักจะรู้สึกว่ามีเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันเยอะกว่าปกติ และสามารถทำได้หลายอย่างมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ลองหันมาฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนนอนเร็ว และตื่นแต่เช้ากันดู เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเร่งรีบซะจนเกิดความ ‘หงุดหงิด’ แถมยังมีเวลาทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

วางแผนการทำงาน

วิธีจัดการชีวิตในแต่ละวันให้ง่ายที่สุด และช่วยยับยั้งความเหนื่อยล้าไม่ให้เกิดขึ้นได้ ก็น่าจะเป็นการรู้จักวางแผนเรื่องต่างๆ เพราะถ้าหากมัวแต่เอาเวลาไปใช้อย่างสะเปะสะปะ เป้าหมายที่วางไว้ก็อาจจะคาดเคลื่อนและไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ จนทำให้ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรกันไว้ดีกว่าแก้

หาอะไรทานก่อนเริ่มกิจกรรม

เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง การหาอะไรอร่อยๆ ทาน ก่อนก้าวออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ ก็สามารถช่วยให้คุณมีพลังเต็มร้อยพร้อมที่จะต่อสู้ก้บเช้าวันใหม่ได้ดีไม่น้อยเลยค่ะ และนอกจากมันจะช่วยทำให้คุณไม่หงุดหงิดหัวเสีย เพราะความหิวแล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นมนุษย์สุขภาพดี เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนอย่างตรงเวลาอีกด้วยนะ

ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์สดใส ไร้ความขุ่นมัว

แม้ความงัวเงียในตอนเช้าๆ จะเป็นสิ่งแรกที่เข้ามาขัดขวางความสดใส แต่ลองสังเกตดูกันสักนิดว่า ถ้าหากวันไหนเราตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว วันนั้นเราก็มักจะขุ่นมัวตลอดทั้งวัน ทางที่ดีลองปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองให้ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับอารมณ์ฟีลกู๊ด ทำให้ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความหวังแห่งการเริ่มต้นใหม่ ไม่แน่ว่าวันๆ นี้มันอาจกลายเป็นวันที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ของคุณเลยก็เป็นได้

จัดระเบียบความคิด

เพราะเราทุกคนต่างก็จำเป็นต้องวางแผนให้กับตัวเอง ก่อนก้าวออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอย่างแน่นอน ซึ่งการจัดระเบียบความคิดให้ดี ก็จะมีส่วนช่วยทำให้วันทั้งวันของคุณ กลายเป็นวันที่มีความสุขขึ้นมาได้ เนื่องจากความไม่ต้องวิตกกังวลกับอะไรต่อมิอะไรที่มันไม่เป็นดั่งใจนั่นเอง

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

ถ้าคิดว่า “ทำไม่ได้” โอกาสสำเร็จก็เท่ากับศูนย์! เทคนิค ให้กำลังใจตัวเอง บอกตัวเราว่า “ฉันก็ทำได้”

โอกาสสำเร็จก็เท่ากับศูนย์!ถ้าคิดว่า “ทำไม่ได้”บอกตัวเราว่า “ฉันก็ทำได้”

คนที่ไม่ผิดพลาด คือคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย

บางครั้ง เราอาจกลัวความผิดพลาด จนไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร แต่การไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย ก็ไม่ส่งผลดีต่อชีวิตของเราเช่นกัน มั่นใจในการตัดสินใจของเรา แล้วทำมันให้เต็มที่กันดีกว่า

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ พิจารณาไตร่ตรองให้รอบด้าน แล้วลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท

อย่าดูถูกตัวเอง

อย่ามองว่าตัวเราแย่ ไม่ดี ไม่เก่ง เพราะการทำแบบนั้นจะยิ่งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของตัวเราเอง ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง และไม่มั่นใจที่จะทำอะไร

เรียนรู้จากความผิดพลาด

แทนที่จะมานั่งท้อแท้ใจกับสิ่งที่เราได้เคยทำผิดพลาดไป ลองเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น แล้วก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง

เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นพลังที่จะก้าวต่อไป

อย่ามัวนั่งท้อแท้ ผิดหวังกับตัวเองอยู่เลย คนเราล้มได้ ก็ลุกขึ้นสู้ได้ เปลี่ยนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นพลังผลักดันให้เราก้าวต่อไปดีกว่า

อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

อย่ากังวลล่วงหน้าไปถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เรานั่งเครียดกังวลตอนนี้ไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สู้เอาเวลาไปเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง พร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และยิ้มรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงกันดีกว่า

อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด

ยืดหยุ่นบ้าง อย่าไปเข้มงวดกับทุกเรื่องในชีวิตของเรา อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยวางมันไปบ้าง ถ้าสิ่งนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราได้จริงๆ ก็ปล่อยไป

มองให้เห็นด้านดีของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมมองให้เห็นคุณค่าของตัวเราเอง แล้วเราจะรู้สึกรักและเคารพตัวเองมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสาร สาระอื่น ๆ :https://www.yuzuhiko2.com/

การมาส์กหน้า เป็นการผ่อนคลายตัวเอง ที่ผู้หญิง มักจะทำกันอยู่บ่อยๆ และถ้าหากคุณเข้าไปดูตามเว็บไซต์ เครื่องสำอางต่างๆ ก็จะเห็นว่า มาส์ก นั้น มีหลายรูปแบบเหลือเกิน จนบางทีก็แยกไม่ออกว่า แต่ละแบบนั้น เอาไว้ทำอะไร และช่วยดูแลผิวอย่างไรบ้าง ซึ่งในหัวข้อนี้ เราจะมาบอกคุณเอง เพื่อให้สามารถเลือกซื้อได้ อย่างเหมาะสมกับความต้องการดูแลผิวในอนาคต

 

การมาส์กหน้า

พีลลิ่งมาส์ก

หากใครที่เป็นสิวเสี้ยน บ่อยๆ คาดว่า น่าจะเคยผ่านการใช้มาส์กประเภทนี้มาบ้าง ตัวมาร์กจะมีความเหนียวข้น เมื่อแห้งแล้วจะเกาะตัวกัน จนสามารถลอกออกจากผิวหน้าได้ เหมาะสำหรับการใช้ลอกสิว หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ที่ไม่สามารถขัดออกไป และที่สำคัญ คือ ช่วยให้รูขุมขนกระชับ แต่ไม่ควรใช้เกิน สัปดาห์ ละ 2 ครั้ง เพราะการลอกผิว เป็นการรบกวนผิวอย่างหนึ่ง อาจจะทำให้ผิวบางได้

การมาส์กหน้า

มาส์กโคลน 

เป็นมาส์กแบบที่ทาทิ้งเอาไว้ เมื่อครบระยะเวลาต้องล้างออก มีส่วนผสมของสารธรรมชาติ ที่ช่วยในการบำรุงผิวที่แตกต่างกัน ข้อดีคือ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการบำรุงผิว และค่อนข้างมีเวลาสำหรับการดูแลผิวหน้า แต่ข้อเสียคือ อาจจะเสียเวลาในการรอให้แห้ง และมักจะเลอะเทอะ หากผสมไม่ดี

การมาส์กหน้า

สลีปปิ้งมาส์ก/ โอเวอร์ไนท์ มาส์ก

เป็นมาส์ก ที่ควรทาปิดท้าย หลังจากทาครีมบำรุงผิวก่อนนอนทุกตัวแล้ว มีความเข้มข้นสูง เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้า แบบเร่งด่วน หรือคืนก่อนออกงานสำคัญ เพราะเพียงแค่ทาแล้วทิ้งไว้แล้วนอน ค่อยตื่นมาล้างออกตอนเช้า ผิวหน้าของคุณ จะได้รับการบำรุง ทำให้อิ่มฟู และดูผิวสุขภาพดี ถึงแม้ว่า คืนนั้น คุณจะนอนดึก เพราะทำงาน หรือปาร์ตี้ ก็ตาม

การมาส์กหน้า

มาส์กชีท

เป็น การมาส์กหน้า ที่มาในรูปแบบของทิชชู่มาส์ก ที่จะมีเซรั่ม บำรุงผิว ในปริมาณที่มาก และเข้มข้น กว่า ครีมบำรุงผิวทั่วไป มีทั้งแบบที่ต้องล้างออก หลังจากการมาส์ก และแบบที่สามารถทาครีม หรือแต่งหน้าทับได้เลย ข้อดีคือ หากคุณต้องการให้ผิวดูชุ่มชื่นอย่างเร่งด่วนมากๆ ใช้ก่อนแต่งหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าดูสุขภาพดีได้ทันดี แต่มีข้อควรระวังก็คือ ห้ามวางมาส์กชีทไว้บนผิวหน้าข้ามคืนเด็ดขาด เพราะตัวทิชชู่ จะดูดความชุ่มชื้นจากผิว ตื่นมาหน้าอาจจะแห้งได้

การเลือกมาส์กสำหรับบำรุงผิวนั้น สิ่งที่ต้องคำนึง นอกจากความสะดวกสบายในการดูแลผิว ก็คือ ลักษณะผิวของคุณ และปัญหาผิวที่มีอยู่ เพราะมาส์กแต่ละชนิด มักจะเหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกัน นอกจากนี้แล้ว เราสามารถใช้มาส์กหลายๆประเภทร่วมกันได้ ในการแก้ไขปัญหาผิวที่แตกต่างกัน หรือต้องการแก้ปัญหาผิวแบบครบวงจร

ข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและสาระน่ารู้อื่น ๆ : www.yuzuhiko2.com

Treatment From Home

Treatment From Home หรือ ทำทรีทเม้นท์ที่บ้าน ทำได้ด้วยขั้นตอนดังนี้

เริ่มจากทำความสะอาดและขัดใบหน้า

1.รวบผมไม่ให้ผมปรกหน้า

ใช้ยางรัดผมหรือคาดผมเพื่อเก็บเส้นผมออกจากใบหน้าให้หมด

2.ล้างหน้าด้วยเจลหรือโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน

ล้างหน้าโดยการเลือกใช้น้ำอุ่นแทนน้ำเย็นหรือน้ำร้อนเพื่ออุณหภูมิที่ดีที่สุดต่อผิวหน้าที่ละเอียดอ่อน โดยจะต้องลบเครื่องสำอางให้หมดก่อนเริ่มทำทรีทเม้นท์

3.ใช้สครับหรือผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าอื่นๆ

เพราะการขัดผิวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วที่สะสมอยู่ชั้นบนสุดหลุดออกไป หน้าจึงกระจ่างใสขึ้นไม่หมอลคล้ำ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการทำทรีทเม้นท์ก็ว่าได้

4.ล้างหน้าและซับให้แห้ง

ล้างหน้าอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งตกค้างจากการสครับหน้า แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นเพื่อเช็ดออกอีกครั้ง แล้วจึงซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูอีกครั้ง

5.นวดหน้าก่อนลงสกินแคร์

การนวดทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีมากยิ่งขึ้น ลองนวดหน้าก่อนเริ่มลงสกินแคร์จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางนวดเบาๆ เป็นวงกลม นวดหน้าผากจากตรงกลางลงไปยังข้างๆ แล้วจึงนวดไล่จากจมูกมายังแก้ม

ตามด้วยขั้นตอนทำความสะอาดรูขุมขน

1.อบไอน้ำเพื่อเปิดรูขุมขน

การอบไอน้ำก่อนการทำทรีทเม้นท์จะช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อเตรียมสำหรับการมาร์กหรือขจัดสิ่งสกปรกในขั้นตอนถัดไป โดยเราสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการต้มน้ำให้เดือดแล้วจึงเทใส่ชามที่มีขนาดพอๆ กับใบหน้า ยืนเหนือชามโดยมีผ้าขนหนูคลุมศรีษะอยู่เพื่อดักให้ไอน้ำเข้าสู่ผิวหน้า อบไอน้ำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 นาที แต่เราสามารถหันไปสูดอากาศภายนอกได้หากต้องการ

2.มาร์กหน้าต่อ

เมื่อรูขุมขนเปิดพร้อมรับการทรีทเม้นท์แล้ว เราจึงเริ่มมาร์กหน้าหรือขจัดสิ่งสกปรกอกจากรูขุมขนกันต่อค่ะ เราสามารถเลือกเป็นมาร์กแผ่น มาร์กโคลน มาร์กครีมหรือแม้กระทั่งมาร์กทำเองสูตรง่ายๆ ก็ได้ แล้วแต่สูตรที่เราชอบเลยค่ะ

3.รอมาร์ก 15 นาที

ระหว่างรอมาร์ก 15 นาที เราสามารถมาร์กรอบดวงตาได้ไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยจะเลือกใช้เป็นแตงกวาฝานบาง มะเขือเทศ หรือถุงชาแช่เย็นก็ได้เช่นกัน เพื่อให้ดวงตาของเรากระจ่างใสไปพร้อมกับผิวหน้า

4.ล้างหน้าและซับให้แห้ง

ใช้น้ำอุ่นล้างหน้าเพื่อเอามาร์กออกให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันภายหลัง โดยเราสามารถใช้ผ้าผืนเล็กชุบน้ำเย็นแล้วเอามาวางให้เต็มหน้า กดลงไปที่หน้าแล้วจึงเช็ดออกให้เกลี้ยงอีกครั้งเพื่อขจัดสิ่งตกค้างและกระชับรูขุมขนไปในตัว แล้วจังซับหน้าให้แห้ง

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com/?p=263

ติดตามข้อมูลสาระเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.yuzuhiko2.com

10 วิธี เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และมี ความสุข กับการใช้ชีวิต

คุณจะไม่สามารถค้นพบความสุขที่แท้จริงได้เลย หากคุณยังไม่หัด เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง เพราะไม่ว่าทุกอย่างในชีวิตจะดีเลิศเลอมากแค่ไหน แต่คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับมันแม้แต่น้อย อย่างเช่น คุณมองว่าคุณไม่สมควรได้รับ ความสุข เนื่องจากการคอยดูถูกดูแคลนตัวเองอยู่เสมอๆ

ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ก็เปรียบเสมือนกับการปล่อยให้ชีวิตได้เดินทาง และนี่ก็เป็นบทเรียนสั้นๆ ที่คุณจะต้องเรียนรู้ รวมทั้งข้อแก้ไขที่คุณควรปรับปรุง เพื่อฝึกเป็นคนรักตัวเองและเพิ่ม ความสุข ให้กับชีวิต

1.หยุดความคิดว่าเราจะต้องเพอร์เฟคทุกเรื่อง

การมีหุ่นที่ดี การมีชีวิตที่ดี หรือการมี IQ สูงๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ และหากยิ่งพยายามแสดงความเพอร์เฟคลงบนโซเชียล อาจยิ่งส่งผลให้คุณมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่เราอยากให้คุณรู้ไว้นั่นก็คือ ทุกๆ คนล้วนมีความสมบูรณ์แบบอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบกันอยู่แล้ว

2.ทำความเข้าใจว่า ‘คุณคือคุณ’ ไม่สามารถเป็นอย่างที่ใครต้องการได้

อย่าเปรียบเทียบตัวคุณเองกับมาตรฐานที่ไกลเกินเอื้อม เพราะมันอาจนำไปสู่ความเกลียดชังและความซึมเศร้าในตนเอง และยิ่งถ้าเราเปรียบเทียบตัวเองกับสิ่งเหล่านั้นมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งแพ้ตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

3.จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้นๆ

อยู่กับปัจจุบัน และก้มมองตัวเองว่าคุณมาจากที่ไหน คอยชื่นชมไปกับโมเมนต์นั้นๆ ที่คุณกำลังเจอ รวมทั้งขอบคุณที่เรายังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ชีวิตที่ได้หายใจ และได้ใช้ความเป็นมนุษย์

4.ยอมรับความจริงว่าคุณไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้

สิ่งเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้นั่นก็คือ ปฏิกิริยาของตัวคุณเอง แทนที่จะพยายามควบคุมทุกอย่างและทุกคน ลองหันกลับมาทำสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ดีกว่า

5.อย่าลืมเช็คความรู้สึกตัวเอง

นั่งลง ตั้งสติ แล้วถามสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไร ลองนึกถึงความรู้สึกเหล่านั้น เพราะการเรียนรู้ความรู้สึกที่แท้จริงแทนการซุกซ่อนมันเอาไว้ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวต่อไปข้างหน้า

6.เผชิญหน้ากับความคิดด้านลบของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะพูดอะไรในแง่ลบ ลองถามตัวเองดูก่อนว่า ความคิดพวกนี้มีประโยชน์หรือสร้างข้อดีอะไรบ้างไหม? หรือเป็นเพียงแค่คำหยาบคายที่ดูหมิ่นและโหดร้าย ดังนั้น หนึ่งในกุญแจที่สำคัญที่สุดสำหรับความสุข คือการ “หยุดความคิดลบ” และคอยเพิ่มสิ่งที่เป็นพลังบวก

7.อย่าผูกติดตัวเองกับใคร

จงลาออกจากวงโคจรที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตคุณ และอย่าลืมว่าคุณไม่ได้ติดหนี้ใครไว้ ถ้าหากจะมีคนฉุดคุณให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น คุณสามารถหลีกเลี่ยง หรือเลือกที่จะก้าวออกมาจากสิ่งแย่ๆ พวกนี้ได้นะ

8.กินอาหารที่มีประโยชน์

สิ่งที่คุณกินเข้าไปในร่างกาย จะส่งผลต่อสุขภาพจิตของตัวคุณเองด้วย เพราะฉะนั้น จงเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ หรือเลือกกินอาหารที่ให้ประโยชน์ จะทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

9.ขยับร่างกายบ้าง

ไม่ต้องรีบร้อนที่จะสมัครเข้ายิมหรือฟิตเนส มาลองรูปแบบการออกกำลังกายใหม่ๆ ที่คุณชื่นชอบ อาทิเช่น เต้นซุมบ้า ว่ายน้ำท่าเงือก และกีฬาอีกหลากหลายประเภทที่จะทำให้คุณรู้สึกสนุกและเบิกบานไปกับมัน

10.จงจำไว้ว่าคุณคือใคร

คุณมีประสบการณ์ ผ่านอะไรมามาก จนมันทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ขอให้จดจำว่าคุณคือใคร และความทุกข์ยากลำบากที่เคยผ่านมานั่นก็เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่คอยท้าทายให้ชีวิตของคุณดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย!

ความสุข

แหล่งที่มาข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามเพิ่มเติม : https://www.yuzuhiko2.com/

หลังเปิดเมืองแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจ สังคม และธุรกิจคงจะไม่กลับไปเหมือนภาวะปกติ 100% แต่อาจเป็นสถานการณ์ "Near Normal" หรือเกือบปกติ แต่ก็ไม่ปกติ เพราะเศรษฐกิจที่รวมทั้งภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสามารถเปิดได้เพียง 80-90% ของกำลังการผลิตรวม

Near normal ชีวิตที่ 'ไม่' ปกติ หลังเปิดเมือง

หลังจากที่ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกปิดตัวลง (Lockdown) ตามคำสั่งของภาครัฐ รวมถึงความสมัครใจของภาคเอกชนเอง เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ โควิด-19

จำนวนผู้ป่วยใหม่ก็ลดลงในหลายประเทศ เช่น สเปน อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ในไทยเองนั้น จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันอยู่ในระดับต่ำกว่า 20% เมื่อนับจากวันที่ผู้ป่วยใหม่สูงสุด ขณะที่ผู้หายป่วยมีมากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การปิดเมืองก็แลกมากับเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรง GDP ไตรมาสแรกของปีของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง สหรัฐ ยูโรโซนและจีนนั้น หดตัวรุนแรงสุดนับจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เป็นอย่างน้อย ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 ของทั้งโลกจะหดตัวรุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อเป็นเช่นนั้น หลายประเทศเริ่มพิจารณาเปิดเมือง (Reopening) และอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ขณะที่หลายมลรัฐในสหรัฐก็ประกาศแผนที่จะเริ่มเปิดเมืองเช่นกัน แม้จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม

คำถามคือหลังเปิดเมืองแล้ว สิ่งที่จะได้พบคืออะไร ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ และภาวะเช่นนี้จะเป็นไปนานเท่าไร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ที่ถือว่านำหน้าประเทศอื่นๆ ประมาณ 1-2 เดือนในแง่ของการติดเชื้อก่อนและหายก่อน จะเห็นได้ว่าจีนเริ่มเปิดเมืองในเดือน ก.พ. ภาคการผลิตเริ่มกลับมาเกือบ 100% ถนนหนทางเริ่มคับคั่งด้วยยานยนต์ แต่ภาคบริการยังห่างไกลจากสถานการณ์ปกติ การใช้บริการรถสาธารณะและการบินภายในประเทศหายไปเกือบ 1 ใน 3 การใช้โรงแรมและภัตตาคารหายไปเกือบ 50%

สำหรับบุคคลทั่วไป เรียกสถานการณ์เหล่านี้ว่า New normalเพราะเป็นผู้คนยังคงกังวลกับโรคร้าย และมีระยะห่างระหว่างกัน (Social or physical distancing) แต่สำหรับผู้เขียน เรียกสถานการณ์นี้ว่า Near Normalหรือ "เกือบ" ปกติ แต่ก็ยังไม่ปกติ เพราะเศรษฐกิจที่รวมทั้งภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสามารถเปิดได้เพียง 80-90% ของกำลังการผลิตรวม

ดังนั้น ยิ่งการปิดเมือง หรือเปิดแบบ Near normalยาวนานเท่าไร ก็จะยิ่งกระทบต่อรายได้ของแรงงานภาคบริการมากขึ้น นอกจากนั้นการปิดเมืองยิ่งนานขึ้นเท่าไร ก็ทำให้แรงงานหนุ่มสาวขาดโอกาสที่จะเรียนรู้เทคนิคงานจากแรงงานอาวุโสกว่า ทำให้ขาดโอกาสเช่นกัน

สถานการณ์เหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจหลังการเปิดเมืองยังคงไม่สดใส การว่างงานสูง นวัตกรรมใหม่ๆ ลดลง ความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมมีมากขึ้น

แม้จะเปิดเมืองได้ แต่โลก Near Normalก็ยังไม่เป็นปกติ แล้วโลก “ปกติใหม่” หรือ “Super New Normal” หลังการคิดค้นวัคซีนหรือยารักษาได้จะเป็นเช่นไร

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.yuzuhiko2.com

"หน้ากากผ้า" ปัจจัยห้า โอกาสที่ซ่อนตัวอยู่ในอากาศ กับธุรกิจแฟชั่น Mask ที่ไม่ Mass ในยุคโควิด-19

หน้ากากผ้า

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ฝุ่น ควันจนมาถึงโควิด-19 สร้างความบอบช้ำเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงธุรกิจ เล็ก กลาง ใหญ่ ทุกคนต่างปรับตัวเพื่อหาทางออกและทำให้ตัวเองอยู่รอด ทุกอย่างหมดได้แต่ห้ามหมดกำลังใจ ดังเช่นผู้ประกอบการรุ่นใหม่รายหนึ่ง คือธุรกิจของขวัญออนไลน์ SOdAPrintinG.com เจ้าของสโลแกน “ของขวัญแบบนี้มีชิ้นเดียวในโลก” ด้วยสถานการณ์ส่งผลให้การเติบโตต้องหยุดลงกะทันหัน จากการ “ล็อกดาวน์” เขาใช้วิกฤตินี้พลิกฟื้น ปรับเปลี่ยนวิธีคิดสอดรับกับ The New Normal ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างธุรกิจใหม่บนฐานความสามารถของธุรกิจเดิม ในรูปแบบ Speed to the market สอดรับกับ “ดีมานด์” ที่ตลาดต้องการ เป้าหมายเพื่อ #โควิดเราต้องรอด ผลิต “แมสก์ผ้า” ที่ทำหน้าที่มากกว่าอุปกรณ์ป้องกัน แต่เป็นสินค้าแฟชั่นในยุคโควิด เป็นรายแรกๆ ของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกลยุทธ์เจาะตลาดออนไลน์แบบครบวงจร จนกลายเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแมสก์ผ้าแฟชั่นอันดับต้นๆ สำหรับวัยรุ่นที่ฮอตที่สุดในตอนนี้

ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ และ ธวัชชัย สหัสสพาศน์ ซีอีโอ SOdAPrintinG.com เผยว่า ทุกวันนี้แมสก์กลายเป็นปัจจัยที่ห้า และแมสก์จะยังอยู่กับพวกเราต่อไป ด้วยเหตุผลหลายปัจจัย ทั้งต่อตัวเองและสังคม ย้อนกลับไปผมจับตาดูตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว 62 เรื่องวิกฤติการณ์ดังกล่าว คิดว่าในระยะใกล้ต้องส่งผลถึงเราแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ ต้องรักษาเสถียรภาพธุรกิจให้เดินต่อไปได้ จึงเป็นโอกาสที่เราเตรียมตัวรับและปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ โดยการเปิด Unit ธุรกิจใหม่ คือ ทำ Mask ที่ไม่ Mass สร้างแมสก์ผ้าให้เป็นแฟชั่น โดยใช้ความเข้าใจที่มีต่อวัยรุ่น ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักเดิมของ SOdAPrintinG มาต่อยอด และจุดแข็งของ SOdAPrintinG ในด้านการออกแบบ จะทำให้เค้าดูแลตัวเองและเท่ห์ไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของ #SOdAmask #ไม่ได้เป็นหมอแต่เป็นห่วง

The New Normal ความปกติในรูปแบบใหม่

ผมชอบสังเกต เรียนรู้ ลองผิดลองถูก ทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก มักจะจับสิ่งต่างๆ รอบตัวมาเป็นธุรกิจเสมอ เปลี่ยนจากสิ่งที่คนอื่นมองเห็นแต่มองข้ามไป เปลี่ยนจากสิ่งที่คนอื่นเคยได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง สร้างสิ่งที่ผู้อื่นมองเป็นเพียงอากาศให้เป็นโอกาสสำหรับงานที่เราทำได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน พอจะมีประสบการณ์เรื่องสิ่งพิมพ์อยู่บ้าง จึงเป็นที่มาของธุรกิจ SOdAPrintinG.com ชื่อแบรนด์มาจาก ผมชื่อไอซ์ น้องชายชื่อครีม อยากมีชื่อกลางที่ทุกคนพูดถึงได้ จึงเอาสิ่งใกล้ตัวมาผสมผสาน เลยนึกถึงโซดา SOdA เพราะจะเป็นไอซ์โซดาหรือครีมโซดาก็ได้ ทำให้รสชาติกลมกลืนและชื่นใจ

ผมเริ่มทำธุรกิจพิมพ์ภาพรูปลงผ้าใบแคนวาส ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเราขายของหลายอย่างเพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอม ทำเป็นของขวัญให้รุ่นพี่ เริ่มมีคนสั่งซื้อ ช่วงแรกก็ส่งให้ร้านล้างอัดรูปขาย กำไรรูปละสี่ห้าร้อย ทำไปเรื่อยๆ รายได้พอเลี้ยงตัวได้ จนเรียนจบเริ่มอยากมีความท้าทายในด้านอื่นๆ บ้าง เลยตั้งใจว่าจะเลิกทันทีหลังจบ แต่ปรากฏมีคนโทรมาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นทุกปี เลยคิดว่าทำจริงจังก็ได้ แต่ก็ยังอยากทำอีกหลายธุรกิจ คิดว่าต่อไปคงทำคนเดียวไม่ไหว จึงขอแรงน้องชายมาช่วย

พวกเราวางรูปแบบและกำหนดคอนเซปต์ธุรกิจใหม่ว่า “ของขวัญ” เนื่องจากฟังดูแล้วเป็นสิ่งที่มีมูลค่าในสายตาของลูกค้า ทั้งคนให้และคนรับ เราคิดว่าเวลาคนหารูปใหญ่ๆ มักไม่เสิร์ชตามชื่อตรงๆ แต่น่าจะหาคำว่าของขวัญแทน ธุรกิจของเราโตจากคำว่า ของขวัญวันรับปริญญา ไม่นานก็พุ่งเป้าและทำการตลาดกับกลุ่มนี้เป็นหลัก สิ่งสำคัญจากการทำธุรกิจคือ ต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร ไม่ใช่ขายทุกคน เมื่อเรากำหนดว่า ของขวัญแบบนี้มีชิ้นเดียวในโลก พิมพ์ภาพขนาดใหญ่เพื่อคุณคนเดียว เราก็ได้ลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง ไม่อยากซ้ำกับใคร

แก้จุดบอด สร้างจุดแข็ง

การกำหนดคอนเซปต์ชัดเจนให้กับธุรกิจ ทำให้เราปรับราคาสูงขึ้นได้ นวัตกรรมกลายเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ จากเป็นเพียงผู้รับงาน จึงขยับขึ้นเป็นหุ้นส่วนร้านรูป จุดแข็งที่สำคัญคือ สามารถการันตีว่าลูกค้าจะได้รับงานภายใน 3 วันทำการ และกำหนดวัสดุให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่กรอบไม้และสีจะซีดจางเมื่อผ่านเวลาไป ผมจึงเลือกวัสดุกรอบไม้นำเข้าไม้จากยุโรป เป็นไม้อบฆ่าเชื้อ ปลวกมอดไม่ขึ้น และใช้หมึกที่ดีที่สุดสำหรับงานทั่วไปตามท้องตลาดสีจะอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่สำหรับงานของ SOdAPrintinG เรารับประกันถึง 10 ปี ฯลฯ

หลังทำ SOdAPrintinG.com กับคอนเซปต์ว่าของขวัญวันรับปริญญา เราต่อยอดมาเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ ของขวัญวันปีใหม่ ของขวัญวันเกษียน ของขวัญให้เจ้านาย ของขวัญให้คนรัก ทำเรื่อยๆ จนเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดของขวัญ

ฮุกต่อไม่รอแล้วนะ

เปิดตัวบริการใหม่ที่สามารถทำภาพจาก Facebook Instagram และภาพจากโทรศัพท์ได้ โดยที่ภาพไม่แตก เนื่องจากคนนิยมถ่ายรูปและอยากปรับแต่งภาพให้สวยทันที แต่ส่วนใหญ่รูปมีขนาดเล็ก เราจึงเอาความต้องการนี้มาแก้ปัญหาและมองหาตลาดใหม่ๆ พร้อมกัน เริ่มจากหัดเรียนรู้เทคนิคปรับภาพเนียน ไม่แตก ขณะเดียวกันก็ต้องหาเทคนิคที่คนอื่นทำไม่ได้ เขาอาจจะก๊อบปี้งานได้ แต่ก๊อบปี้เทคนิคไม่ได้ เสริมด้วยการเปลี่ยนวัสดุ เพิ่มวิธีการเข้าเฟรม ใช้หมึกพิมพ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ฯลฯ จุดแข็งเหล่านี้ทำให้แบรนด์ของเราน่าสนใจ อีกทั้งฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้วใช้บริการบอกต่อ ไม่นานบริการใหม่ก็ทำยอดขายเป็นดาวรุ่ง

เมื่อเราทำตลาดในไทยได้แล้วควรคิดถึงตลาดส่งออก เราเจาะตลาดพิมพ์อินสตาแกรมเมืองนอกด้วยช่องทางออนไลน์ ทำให้ได้ราคาทวีคูณขึ้น อีกทั้งยังร่วมมือกับศิลปินในงาน Art Gallery ทำให้ได้ภาพถูกลิขสิทธิ์มาต่อยอด เตรียมลุยตลาดอสังหาฯ ตกแต่งบ้านเพิ่มเติม

สิ่งที่ได้จากธุรกิจนี้คือ ต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร เพราะต้นทุนในการสร้างลูกค้าใหม่สูงมาก ถ้าสามารถทำให้ลูกค้าเก่าเป็นลูกค้าประจำได้ เราจะไม่ต้องใช้ สู้เอาต้นทุนในการสร้างลูกค้าใหม่ไปเป็นส่วนลดให้ลูกค้าเก่า เขารู้สึกพิเศษได้จากตรงนี้มันจะดีกว่ามาก ปัจจุบัน SOdA ของตกแต่งบ้าน กำลังดีลกับโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายโครงการฯ

โควิด-19 มีเซถลา แต่ทุกปัญหาแก้ได้!!

ต้องยอมรับว่าทุกอย่างชะงักหมด! ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจ SOdAPrintinG ผมเองก็เป็นนักธุรกิจรายย่อยคนหนึ่ง เผชิญมาแล้วหลายปัญหา มีเหนื่อยบ้าง แต่ไม่ท้อ เพราะคนข้างหลังเรายังมีเยอะ เข้าใจว่าทุกองค์กรปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อให้รอดพ้นช่วงนี้ไปได้ แต่ลึกๆ แล้วก็ไม่อยากแค่รอด อยากทำอะไรที่สามารถต่อยอดหรือไปต่อได้ด้วย โชคดีว่าธุรกิจแขนงหนึ่งของเราเป็น PrintinG แค่ปรับเปลี่ยนวัสดุและรูปแบบ หันมาผลิตแมสก์แทน พนักงานก็มาช่วยกันทำ “หน้ากากผ้า” ป้อนตลาด ซึ่งมีความต้องการสูงมากในช่วงนี้

ก่อนจะทำก็ศึกษา Pain Point และสร้างโปรดักส์ของเราให้เป็น Hero ผมลิสต์เป็นข้อๆ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในตลาด คือ วัยรุ่นไม่ใส่เพราะแมสก์ไม่สวย เราเลยออกแบบแมสก์ให้วัยรุ่นรู้สึกเท่ อยากใส่ ใส่แล้วหน้าเรียว ไม่ติดเครื่องสำอาง หายใจสะดวก อีกประเด็นสำหรับคนใส่แว่น ตอนใส่แล้วหายใจฝ้าจะไม่ขึ้นแว่น

ถ่ายรูปสวย ทำให้เกิดพฤติกรรม เป็นการรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น เราจึงมีทีมกราฟฟิกในการออกแบบลายสวยๆ ตามเทรนด์แฟชั่น เพื่อให้แมทช์กับการแต่งตัวของวัยรุ่นในกระแสทุกวันนี้ รวมถึงจับมือกับศิลปิน @CyranoDesign @Shittak @Stupidnoobmacc สร้างช่องทางการบริจาคให้โรงพยาบาล พร้อมสโลแกน #SOdAmask ไม่ได้เป็นหมอแต่เป็นห่วง

#SOdAmask Move to the next

เรารับผลิตเพื่อสร้างแบรนด์ให้กลุ่มลูกค้า หน่วยงาน บริษัทฯ หัวใจสำคัญ คือแมสก์คุณภาพดี ดีไซน์สวย เป็นการสร้างแบรนด์ให้กับหน่วยงานอีกด้วย จุดเด่นของเราคือ #แมสก์ผ้าพิมพ์ลาย รับพิมพ์ผ้าทุกชนิดด้วย Digital Print สำหรับบริษัทแจกลูกค้าและผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง สำหรับการรับผลิต จำนวนไม่จำเป็นต้องเยอะ เริ่มต้นที่ 100 ชิ้น หากไม่มีแบบ เราก็ช่วยออกแบบให้ได้ โดยมีเครือข่าย Graphic Designer เป็น Freelance ที่ว่างงานในช่วงโควิด ให้คำปรึกษาและช่วยออกแบบให้ เพื่อสร้างงานให้คนที่มีความสามารถในด้านการออกแบบ ทั้งนี้ กำลังการผลิตในการเย็บ ช่วงแรกผลิตได้สัปดาห์ละ 2,000 ชิ้น ทุกวันนี้ขยายกำลังผลิตในการเย็บได้สัปดาห์ละ 30,000 ชิ้น แต่สามารถพิมพ์ได้วันละถึง 15,000 ชิ้นต่อวัน

เราอยากให้ #SOdAmask เป็นอีกหนึ่งโครงการของ #SOdAPrintinG ที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้ชาวบ้านในจังหวัดเพชรบุรี ให้มีงานทำในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เราเริ่มโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือคนกว่า 100 ครอบครัวให้มีงานทำ เพื่อหล่อเลี้ยงคนในครอบครัวอีกกว่า 400 ชีวิตให้มีรายได้ จากการเย็บผ้า การตัดผ้า การแพ็คสินค้า เรียกได้ว่า #แมสก์ทุกชิ้นผลิตออกมาจากใจชาวบ้านจังหวัดเพชรบุรี

ที่มาของภาพและแหล่งข้อมูล :www.posttoday.com

ติดตามสาระเพิ่มเติม : www.yuzuhiko2.com

 

 

“สังคมไร้เงินสด” กับแนวโน้มที่เป็นไปได้ในสังคมไทย

สังคมไร้เงินสด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เราสามารถซื้อสินค้าและบริการแทบทุกอย่างได้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ซึ่งเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ปี

แนวคิด สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) มีมาพักใหญ่แล้วในสังคมไทย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ยังใช้ไม่ได้จริงเต็มรูปแบบเหมือนในต่างประเทศ เพราะกลุ่มผู้ที่ไม่ใช้เงินสดในการจับจ่ายต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน ชนชั้นกลาง และในอดีตยังมีเทคโนโลยีรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ได้ไม่มากนัก อีกทั้งความปลอดภัยก็ยังมีน้อยด้วย

แต่ในปัจจุบัน ความเป็นดิจิทัลพัฒนาขึ้นจากเดิมมาก ทุกคนจึงสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายแค่มีโทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ต่างก็ปรับตัวตาม ขณะที่พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียก็ส่งผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทวีคูณ

รัฐบาลจึงได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) สนองนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสดในประเทศไทย คนมีกระเป๋าเงินออนไลน์ทั้ง Mobile Banking บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรโดยสารสาธารณะ และอีกสารพัดบัตรตามแต่ห้างร้านและองค์กร รัฐบาลเองก็ยังมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีกฎหมายรองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนเลิกใช้จ่ายเงินสด แล้วใช้จ่ายออนไลน์ให้ปลอดภัยและง่ายขึ้นแทน

รวมถึง COVID-19 ก็เร่งพฤติกรรมการใช้จ่ายออนไลน์ในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมเร็วยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนเลี่ยงที่จะจับเงินสด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แล้วหันมาพกบัตรต่าง ๆ แทนการพกเงินสด รวมถึงโหลดแอปพลิเคชันของธนาคารไว้สำหรับจับจ่ายใช้สอย ร้านค้าตามท้องตลาดก็พร้อมใจกันรับชำระเงินผ่านบัตรกันมากขึ้น โดยมี QR Code หรือเลขบัญชีธนาคารให้ลูกค้าสแกนแล้วกดจ่ายเงินได้เลย

แม้กระทั่งการขึ้นรถเมล์ที่ค่าโดยสารถูกสุดอยู่ที่ 8 บาท ก็ยังสามารถชำระผ่านบัตรได้ เพราะมีแค่เราและกระเป๋ารถเมล์เท่านั้นที่จะจับบัตร ต่างจากเงินสดที่ใช้กันร้อยพ่อพันแม่ แสดงให้เห็นว่าคนพยายามเลี่ยงที่จะสัมผัสเงินสด หรือพยายามหยิบจับให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

188127
บัตรโดยสารรถเมล์ของ ขสมก. ภาพจาก js100.com

 

ข้อดีของการไม่ใช้เงินสด คือ ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ กระตุ้นการใช้จ่ายและเศรษฐกิจ และยังตรวจสอบย้อนหลังได้ สังคมไทยจึงมีแนวโน้มที่จะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้า แต่ด้วยความที่ “ซื้อง่ายจ่ายคล่อง” จึงอาจทำให้ฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น อีกทั้งมีข้อเสียในเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เมื่อต้องนำข้อมูลส่วนตัวไปผูกกับระบบ รวมถึงยังเสี่ยงที่จะทำบัตรหรือทำมือถือหายด้วย ซึ่งเท่ากับว่าเงินอาจหายทั้งบัญชีได้ ถ้าคนอื่นเข้าถึงข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือได้

แต่ถึงกระนั้น โดยรวมการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดก็ยังปลอดภัยกว่าการถือเงินสด ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมากต่อการฉกชิงวิ่งราว หรือฉ้อโกงที่ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ ในขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์ยังมีวิธีการยืนยันตัวตน และมีการพัฒนาระบบเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยลดการใช้รหัสผ่าน แต่ใช้รูปแบบการยืนยันตัวตนอย่างอื่นเฉพาะของบุคคลแทน เช่น การใช้ลายนิ้วมือ ตา เสียง หรือการใช้รหัส OTP (One Time Password) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า โอกาสที่สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดแบบเต็มรูปแบบนั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นจริงได้ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามโลกที่ทุกคนต่างต้องปรับตัวตามให้ทัน!

ภาพและข้อมูลจากเว็บ : https://www.interguardias.com/สังคมไร้เงินสด กับ-แนวโน้มที่เป็นไปได้ในสังคมไทย

ติดต่อสาระผ่านเว็บเรา : https://www.yuzuhiko2.com

ไลฟ์สไตล์

สังคมสมัยใหม่ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน นับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้คน เมื่อเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม ธุรกิจ รวมถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนตามยุคสมัยและพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ  ก็จะก่อให้เกิดการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย และในวันนี้เราได้แนะนำ 4 ไลฟ์สไตล์ ของสังคมสมัยใหม่หรือคนยุคใหม่ ที่แตกต่างจากสมัยก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง แถมยังช่วยในเรื่องการสร้างค่านิยมดีๆ ให้ด้วย

 

1.การรวมกลุ่มเพื่อสร้างงานอดิเรกที่ชอบ

ในยุคสมัยใหมนี้มักจะมีโชเชียลมีเดียเข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสารและมักจะมีคนที่ชอบทำอะไรที่เหมือนกัน ทำให้พวกเขาสามารถนัดรวมกันทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบได้แบบง่ายดายเช่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนชอบปั่นจักรยาน กลุ่มคนชอบวิ่ง กลุ่มคนชอบเต้น และอื่นๆ อีกมากมาย บางกลุ่มสามารถไต่ไปถึงการโชว์ระดับประเทศได้เลยทีเดียว

2.ไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังใหญ่

ถ้าย้อนไปความคิดของคนสมัยก่อนมักจะทำงานแล้วสามารถจะสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่กลับกันคนในสมัยนี้ขอแค่มีที่พักอยู่ใจกลางเมืองก็สะดวกสะบายแล้วเพราะ ปัจจุบันราคาที่ดินแพงขึ้นมากเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสังคมสมัยขอแค่มีห้องพักเป็นคอนโดตกแต่งเป็นสไตล์ที่ตนเองต้องการและเดินทางสะดวกก็พอแล้ว

3.ใช้ชีวิตให้สนุกอย่างเต็มที่

ในยุคก่อนผู้คนจะทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสบายพอถึงเวลาได้พักผ่อนก็มักจะไม่ออกไปไหนและอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งถ้าพูดถึงคนสมัยนี้ไม่ว่าคุณจะทำงานหรือพักผ่อนก็สามารถทำพร้อมกันได้ อย่างเวลาทำงานหนักก็สามารถออกไปพักผ่อนนั่งร้านกาแฟแล้วกลับมาทำงานต่อได้ หรือพอถึงวันหยุดสังคมสมัยนี้ต่างพากันออกไปท่องเที่ยว ตามโฆษณารีวิวในอินเตอร์เน็ต

4.นิยมรับประทานอาหารสุขภาพ

ปัจจุบันต้องบอกเลยว่าเทรนรักสุขภาพกำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ซึ่งการออกกำลังกายในสมัยนี้ทำได้ง่ายมากแค่อยู่บ้านและเปิดดูในอินเตอร์เน็ตก็สามารถทำตามได้อย่างง่ายตาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นโยคะ วิ่ง เต้น อีกทั้งยังนิยมรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพหรืออาหารคลีนกันมากขึ้นอีกด้วย ทุกคนต่างก็อยากมีร่างกายแข็งแรงและหุ่นดีเพื่ออวดคนอื่นกันทั้งนั้น

แหล่งที่มา : https://structurefunding.com

ติดตามความรู้ต่าง ๆ ผ่านเราได้ที่ : https://www.yuzuhiko2.com