Skip to content

กางเต้นท์

สำหรับคนที่ชอบเที่ยว กางเต้นท์ แต่เวลาแพคของ กลับนึกไม่ออกว่า จะเอาไปดีบ้าง ลืมสิ่งของสำคัญตลอด ลิสต์รายการ สิ่งของกางเต้นท์ โหลดใบเช็คของ เอาไว้เชคกันง่ายๆเลย

สิ่งของที่ไม่ควรพลาดเวลาไปกางเต้นท์

1.ผ้าพันคอ

สำหรับคนที่ไปเที่ยวกางเต้นท์ที่เขา หรือ อุทยาน ที่มีอุณหภูมิต่ำ หนาวจัด พกไป ก็ช่วยได้เยอะมากเลยทีเดียว

2.หมวกไหมพรหม

ไว้ใส่สำหรับตอนนอน หรือ ตอนปกติ ทำให้เราได้อบอุ่นได้เยอะมากๆเลยทีเดียว

3.ถุงมือ

เวลาหนาวๆเอาไว้ใส่นอน รับรอง ช่วยได้เยอะเลย

4.ถุงเท้าหนาๆ

เอาไว้ใส่ตอนเย็นๆเท้า ในตอนนอน หรือ ตอนอื่นๆ ทำให้เราอบอุ่นและนอนหลับได้สบายขึ้นเยอะเลย

5.รองเท้าผ้าใบ

ใส่ไว้เวลาเดินไปนู้นนี่ ช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้พอสมควร และ ยังทำให้คล่องตัวในการเดินทางอย่างมากอีกด้วย

6.เครื่องนอน ถุงนอน หมอน ผ้าห่ม

อันนี้ควรต้องมี เพราะว่า จะทำให้การนอนนั้นนอนได้เต็มอิ่มขึ้น ไม่ปวดเมื่อย และ นอนสบายขึ้น

7.ผ้าใบกันน้ำค้าง ในกรณีที่ไม่มีฟลายชีท

สำหรับอากาศหนาวๆ จะมีน้ำค้างลง ทำให้เต้นท์ของเราเปียกนั้นเอง หากคลุมไว้จะช่วยได้มากเลยที่เดียว

8.แผ่นรองนอนหรือผ้าใบรองนอน เสื่อ

มีไว้ทำให้การนอนสบายขึ้น หากไม่มี เราจะเหมือนนอนบนหิน ไม่เรียบสบาย ทำให้ปวดเมื่อย อาจทำให้การเที่ยวของคุณไม่สนุกไปเลย

9.ถุงพลาสติกใส่อุปกรณ์อาบน้ำ

เวลาอาบน้ำ ทำให้พกพาของ และ เก็บง่ายและ สะดวกขึ้น

10.ถุงขยะ

เราไปเที่ยวแล้วก็อย่าลืมรักษาความสะอาดกันนะครับ เตรียมถุงไปใส่ขยะ ไปทิ้งในถังขยะให้เรียบร้อย

11.รองเท้าแตะ

เอาไว้ใส่เวลาไปอาบน้ำ หรือ ใส่ตอนเวลาที่ต้องการความสบายในการเดิน

12.ยาประจำตัว ยาทากันแมลง ยาทากันยุง ยาแพ้อากาศ

อันนี้สำคัญ เนื่องจากเวลาไปกางเต้นท์ จะหาของพวกนี้ยากมาก จึงควรเตรียมไปเสมอ

13.ตะเกียง (แบบถ่าน) ไฟฉาย

ต้องพกไว้เพื่อให้เวลากลางคืน เราสะดวกในการหยิบของ และ การเดินทางเวลากลางคืน เช่นต้องการไปเข้าห้องน้ำ

14.ฆ้อน

เป็นสิ่งที่เอาไว้ใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกางเต้นท์ หรือ ทำนู้นทำนี่ พกไว้ก็ดี

15.ไฟแช็ค ไม้ขีด

เอาไว้จุดไป หรือ ก่อไฟหากสถานที่ที่ท่านไป กางเต้นท์ อนุญาติ

16.น้ำดื่ม

พกไว้ ในบางทีไม่มีขาย

17.เตาไฟ

เตรียมไว้เผื่อประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็น มาม่า หรือ การต้มน้ำ เพื่อชงกาแฟ

18.หม้อต้มน้ำ แก้วน้ำ

หากมีเตาไฟ แต่ไม่มีหม้อต้มน้ำ ก็ไม่รู้่จะต้มอย่างไร และ เอาอะไรใส่ไป บางคนก็ลืม เอาไปแต่เตาไฟก็มี

19.ช้อนส้อม

มีอาหาร แต่ไม่มีช้อนส้อม พกไปด้วย ทำให้การรับประทานของท่าน อร่อยขึ้นมากเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง ๆ และข่าวสารมากมาย : https://www.yuzuhiko2.com/

7  นิสัยสู่ความยากจน  ไม่อยากจนต้องอ่าน เคล็ดไม่ลับ ที่ใครๆก็ทำได้ ทำได้ไม่ยาก เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น อ่านเลย การใช้เงิน การออมเงิน และ วิธีการต่างๆ เพียงแก้นิสัยเหล่านี้

ไม่อยากจนต้องอ่าน เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น 7 นิสัยสู่ความยากจน

1.ใช้จ่ายไม่ยั้งคิด เป็นลักษณะของคนที่เวลาจับจ่ายใช้สอยอะไร ไม่เลือกถึงความจำเป็น ไม่นึกถึงความพร้อม คนกลุ่มนี้แยกไม่ออก need กับ want need คือสิ่งที่จำเป็น อะไรที่เหมาะสมคุ้มค่าที่สุด คนส่วนใหญ่จะเป็น want คนประเภทนี้ไม่ค่อยทำรายรับรายจ่าย มักจะมีปัญเรื่องการใช้จ่าย หาให้ได้มากๆเยอะๆ จำทำให้เสียสมดุลในเรื่องสุขภาพ ครอบครัว ตรงกันข้ามกับคนที่บรริหารชีวิตได้สมดุล

2.พาชีวิตจมกองหนี้ ผ่อนของแบบไม่หยุดหย่อน ยืมคนนู้นคนนี้ แล้วหาเงินคืนไม่ทัน กู้ทำนู้นทำนี่ ทำให้ชีวิตนั้นต้องอยู่กับความเคลียดตลอดเวลา

3.ไม่มีระเบียบทางการเงิน ไม่จดบัญชีรายรับรายจ่าย และก็พวกจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา ไม่ใส่ใจสิทธิประโยชน์ของตัวเอง อย่างเช่นสิทธิรักษาพยาบาลของบริษัท

4.ขาดเกินไม่เคยวางแผน เงินในแต่ละเดือนจะพอใช้ไหม ขาดเท่าไร เกินเท่าไร ไม่มีการวางแผน

5.ดูแคลนเงินออม ดูถูกการเก็บเงินออม เลยไม่รวย ยิ่งเลื่อนการออมออกไป ก็ยิ่งเลื่อนความรวยออกไป อย่างเช่นคนที่เป็นเศรษฐีเขามักเก็บออมเงิน ซึ่งต่างจากคนจนที่ไม่รู้จักออม

6.ยอมให้ชีวิตขาดเป้าหมาย ต้องทำให้ชีวิตตื่นเต้น มีเป้าหมายในชีวิต สนุกกับชีวิตประจำวัน อย่างเช่น เป้าหมายสุขภาพ ครอบครัว การงาน การเงิน การพัฒนาตัวเอง การทำเพื่อสังคม

7.ไม่ใส่ใจความรู้ทางการเงิน ต้องมีความรู้เรื่องเงิน องค์ประกอบ4ด้าน คือ วิธีการหาเงิน วิธีการใช้จ่าย วิธีเก็บออมอย่างชาญฉลาด วิธีการลงทุน

เป็นยังไงบ้างกับ นิสัยสู่ความยากจน หากทุกคนรู้ตัวแล้วรู้จักการปรับเปลี่ยน น่าจะทำให้การเงินของท่านดีขึ้นไม่มากก็น้อย และ รู้จักประหยัด อดออม ทำให้เรามีเงินใช้ยามจำเป็นต้องใช้จริงๆ หากมีเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆอีก จะนำมาแชร์ แบ่งปันกัน นะครับ สวัสดีครับ

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ข่าวสารและสาระเพิ่มเติม : https://www.yuzuhiko2.com/

 

ข้าวของเครื่องใช้ ในบ้านสะอาดไว้ ห่างไกลโควิด-19 - ไลฟ์สไตล์ดี ๆ

ข้าวของเครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ หากอยู่รวมกันเป็นครอบครัว การรักษาสุขอนามัยทั้งส่วนตัวและส่วนรวม จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้มาก

เครื่องใช้ภายในบ้านที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ก๊อกน้ำ, ลูกบิดประตู, สวิตซ์ไฟ, โทรศัพท์ และรีโมทคอนโทรล เป็นต้น อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ควรทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน

ขณะที่ "รองเท้า"   ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจนำเชื้อโควิด-19 เข้ามาในบ้าน ดังนั้น ควรถอดรองเท้าเอาไว้ในพื้นที่ที่แยกจากส่วนอื่นของบ้าน และหมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข้อมูลอื่น ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

ผู้ชาย ที่มี lifestyle แบบไหนสาวๆถึงจะตกหลุมรัก

ผู้ชาย ที่มี lifestyle แบบไหนสาวๆถึงจะตกหลุมรัก

1.lifestyle เล่นกีฬา

ผู้ชายที่ชอบเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล เล่นบาส ขี่จักรยาน วิ่ง ทำให้ดูมีสเน่ห์ มีความแข็งแรงของร่างกาย

2. lifestyle ฟิตเนส

กลุ่มนี้จะเป็นพวกดูแลร่างกายดี ชอบกล้ามเนื้อมีระเบียบวินัยในการควบคุมอาหาร บางคนเลิกงานเข้ายิมตลอดก็มี

3. lifestyle เล่นกล้อง

ผู้ชาย lifestyle แบบไหนที่สาวๆตกหลุมรักไลฟ์สไตล์นี้จะชอบการท่องเที่ยว รักการถ่ายภาพ สาวๆ มักจะชอบเพราะถ่ายรูปให้แฟนแล้วสวยดูดีมากๆ เป็นนางแบบให้

4. lifestyle ผู้ชายรักสัตว์

จะเป็นผู้ชายอ่อนโยน จิตใจดี รักสัตว์ ขี้เล่น เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบรักสัตว์เหมือนกัน ไม่งั้นจะอยู่กันลำบาก

5. lifestyle ผู้ชายที่ชอบอ่านหนังสือ

ผู้ชาย lifestyle แบบไหนที่สาวๆตกหลุมรักสไตล์หนอนหนังสือ ชอบอยู่เงียบๆ โลกส่วนตัวค่อนข้างสูง ออกแนวสุขมนุ่มลึก

6. lifestyle ผู้ชายที่เล่นดนตรีกับร้องเพลง

แนวๆนี้ สาวๆ ชอบมาตั้งแต่เมื่อก่อน เพราะดูเท่ การแต่งตัวก็จะแนวๆ ของเพลงที่ฟัง

7. lifestyle ผู้ชายที่ชอบพวกความเร็ว

สายไบค์เกอร์ ชอบ BigBike กลุ่มนี้ lifestyle ออกแนวแบดบอยนิดนึง

8. lifestyle ผู้ชายกลุ่มพวกเสพศิลป์

แนวอาร์ท ติสท์ เซอร์ๆหน่อยจะชอบพวกแนวศิลปะ วาดรูป มันดูมีสเน่ห์ แต่ก็จะอินดี้ๆ นิดนึง

9. lifestyle ผู้ชายบุหรี่ไม่สูบ เหล้าไม่กิน กลางคืนไม่เที่ยว

วันพระเข้าวัดทำบุญ รักธรรรมชาติ ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า หายากมากๆ สมัยนี้ 555

10. lifestyle ความมุ่งมั่น มีเป้าหมายในอนาคต

กลุ่มนี้จะมีการก้าวหน้าในชีวิต ใครที่อยากมีแฟนรวยต้องเกาะติดไว้ เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตอนาคต

 11. lifestyle ทักษะเรื่องซ่อมแซม

เป็นพ่อบ้านที่ดี ซ่อมแซมได้เอง ไว้วางใจได้ อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเหมือนมีคุณพ่อเป็นแฟน

 12. lifestyle รักครอบครัว

ผู้หญิงจะชอบผู้ชายประเภทนี้มากๆ เพราะถ้าเค้าเข้ากับครอบครัวได้ ก็จะอยู่อย่างมีความสุข

13. lifestyle หัวเราะง่าย มีอารมณ์ขัน

กลุ่มนี้จะอยู่ด้วยแล้วจะมีความสุข สบายใจ มีเรื่องให้ยิ้มได้ตลอด แต่ก็จะต้องระวังที่จะมีคนชอบเยอะ ก็จะเป็นที่ดึงดูด ดูเป็นมิตรง่ายกับคนอื่น เจ้าชู้ต้องระวัง

14. lifestyle ผู้ชายทำอาหารเป็น

ทำเมนูโปรดของเธอได้ นั่นก็เพียงพอให้สาว ๆ หลงใหลได้ปลื้มมากแล้วล่ะ แต่ระวังอนาคตจะกลายเป็นเหมือน อ.ยิ่งศักดิ์นะจ๊ะ

15. lifestyle รักเด็ก

ผู้ชาย lifestyle แบบไหนที่สาวๆตกหลุมรักผู้ชายที่รักเด็ก สามารถวางใจได้เลยว่าจะเป็นพ่อของลูกได้ดีแน่นอน เพราะการมีลูกต้องมีความรักและความใส่ใจมากๆ เลย

เพียงการอ่านเท่านี้ เป็นได้เพียงไกด์หรือคำแนะนำให้ท่านได้เลือก lifestyle ของผู้ชายที่น่าดึงดูด การคบกันจริงๆ ควรศึกษาดูใจกันให้ดีก่อนตัดสินใจอยู่ด้วยกัน จะดีกว่ามากๆ ไม่ควรด่วนตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

ข้อมูลจาก: https://www.interguardias.com

ติดตามไลฟ์สไตล์ : https://www.yuzuhiko2.com/

สายตานักการตลาดกับ 5 นิสัย คนไทย กับการจับจ่ายใช้สอย

เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องใช้ตังค์ คนไทย นับว่าไม่เป็นสองรองใคร แต่ในมุมมองนักการตลาดแล้วพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยถูกมองเป็นแบบไหนกันแน่? ไปเปิดมุมมองของนักการตลาดว่าการใช้จ่ายแบบไทยสไตล์มันบอกอะไรทางการตลาดได้บ้าง?

1. จ่ายมากไม่ว่า ไม่แบรนด์เนมไม่ได้!

เรื่องนี้ต้องยอมพี่ไทยเค้าจริง ๆ เพราะจากการศึกษาตลาดและลักษณะนิสัยการใช้จ่ายของคนไทยแล้ว นักการตลาดก็พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดแบรนด์ไม่ได้! เพราะหากพูดถึงสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีแบรนด์มาเกี่ยวข้องเมื่อไหร่พี่ไทยก็พร้อมยอมเปย์เพื่อให้ได้มา โดยไม่อิดออดใด ๆ

2. ภาพลักษณ์มาก่อน..ราคาค่อยว่ากัน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นักการตลาดจะต้องอึ้ง เพราะไทยคือประเทศที่คนมีพฤติกรรมห่วงภาพลักษณ์และยึดติดแบรนด์มากที่สุดในอาเซียน! ชนะทุกประเทศเพื่อนบ้านแบบทิ้งขาดไม่เห็นฝุ่น คนไทยยอมที่จะจ่ายหนักขนาดไหนก็ไม่หวั่นเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมองอย่างชื่นชมจากคนภายนอก

3. มองโลกแง่ดี เงินเดือนเท่านี้ ผ่อน 0% ไปก่อน

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับนักการตลาดก็คือ พฤติกรรมมองโลกในแง่ดี ของคนไทยเวลาที่ต้องตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูงโดยเฉพาะ สินค้าแบรนด์เนม สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะคนไทยติดนิสัยใช้สิทธิ์ 0% และมองว่าอนาคตมีโอกาสที่เงินเดือนจะขึ้นแน่ ๆ หรือหวังว่าจะได้โบนัสอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแม้เงินเดือนจะหมื่นต้นๆ แต่การถอยสมาร์ทโฟนราคาหลัก 30k ก็ต้องมา เพราะของมันต้องมี

4. ไม่เซนซิทีฟเรื่องราคาแต่เซนซิทีฟเรื่องโลโก้

โรคหนึ่งที่แก้ไม่หายของคนไทยและน่าจะฝังอยู่อีกนานของใครหลายคน คือการใช้ตรรกะ ราคาแพง = ของดี โลโก้แบรนด์ = คุณภาพ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งโดยทั่วไปมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดและมักจะเป็นตามนั้นนั่นแหละ แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยมองข้ามคือสินค้าบางชนิดก็มีคุณภาพจริงๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแปะโลโก้ชื่อดังแต่อย่างใด อย่างเช่นเสื้อยืดสีขาวเนื้อผ้าดีๆ ราคาประมาณ 200 บาท แต่ถ้าแปะโลโก้ Gucci ลงไป ราคาอาจอัปไปถึงหลัก 10,000 ซึ่งจริงๆ แค่เสื้อยืดก็ไม่จำเป็นต้องแพงถึงขนาดนั้นก็ได้

5. เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย…กับราคาข้าวสารเทียบแล้วเทียบอีก

พฤติกรรมคิดเล็กคิดน้อยกับสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นดูจะฝังอยู่ในยีนส์ไปซะแล้ว เพราะพี่ไทยจะคำนวณละเอียดมากเวลาต้องซื้อของเข้าบ้าน อย่างพวกน้ำยาซักผ้า ซอสปรุงรส หรือข้าวสาร บางครั้งถึงขนาดคำนวณความคุ้มค่าด้วยราคา/น้ำหนัก กันเลยทีเดียว แถมต้องไม่พลาดทุกคูปอง ส่วนลด หรือการเก็บสะสมแต้มจะต้องใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

ข้อมูลจาก https://www.interguardias.com

ติดตามสาระข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.yuzuhiko2.com/

“ผู้หญิง ความคิดบวก” เธอคือกำลังใจของฉัน Lifestyle

เคยบ้างไหมที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากการทำงาน แต่พอได้นึกถึงหรือคิดถึงใครบางคน กลับทำให้ความเหน็ดเหนื่อยนั้นจางหายไปได้

บางคนคิดถึงคนที่รัก บางคนคิดถึงคนในครอบครัว สำหรับฉันเวลามีปัญหากลับคิดถึงผู้ป่วยหลาย ๆ คนที่เคยไปเยี่ยมบ้าน เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่ายังมีใครอีกหลายคนที่กำลังเจอปัญหาที่หนักหนากว่าเรา หรือคิดง่าย ๆ ว่า ชีวิตฉันยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้

ลูกสาวของผู้ป่วยคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน แต่ความคิดเกินอายุ เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในชุมชนแออัดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “สลัม” เธอและแม่ไม่ได้มาเยี่ยมพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบ่อยนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยมาเลยมากกว่า เพราะเหตุผลจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน

แม่ของเธอหาบเร่ขายของ ส่วนเธอเป็นลูกจ้างร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้บ้าน ซึ่งไม่สามารถขาดงานได้เลย การหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมทิ้งรายได้เดือนละ 7,000 บาทมาดูแลพ่อ เพราะแม่ก็มีปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกัน วันที่ฉันพบเธอเป็นครั้งแรกคือวันที่พ่อของเธอกลับบ้าน ฉันสอนและแนะนำเกี่ยวกับการดูแลพ่อ เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งเธอก็สามารถเรียนรู้ได้ดี

หลังจากพ่อเธอกลับบ้าน ฉันตามไปเยี่ยมบ้านซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งนั้น ถึงแม้สภาพแวดล้อมภายนอกบ้านอาจดูไม่ดีนัก แต่เมื่อเข้าไปในบ้านกลับพบว่าเธอจัดบ้านได้สะอาดและเป็นระเบียบทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนที่พ่อของเธออยู่ หลังจากให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้คุยเรื่องอื่น ๆ

เพราะ “ผู้หญิง ความคิดบวก” เธอคือกำลังใจดีๆของฉัน Lifestyle“ทำไมถึงไม่แต่งงานล่ะคะ” ฉันถามเพราะเธอเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนที่รัก

“คุณพยาบาลคะ

ถ้าหนูแต่งงานก็จะไม่มีคนดูแลพ่อ หนูเลือกพ่อเพราะหนูมีพ่อเพียงคนเดียว ถ้าหนูไม่ดูแลพ่อตอนนี้ แล้วหนูจะมีโอกาสไปดูแลพ่อตอนไหน คนรักจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หนูมีพ่อคนนี้คนเดียว หนูหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ถ้ามีครอบครัว หนูอาจต้องไปดูแลครอบครัวและลูกของหนู แล้วใครจะดูแลพ่อ แม่ก็ดูแลไม่ไหวแล้ว”

เธอตอบตรง ๆ

จริงสินะ ความคิดนี้ผุดขึ้น ทุกคนมีพ่อคนเดียว หน้าที่ของลูกคือดูแลพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน เมื่อใด แค่คำตอบง่าย ๆ ทำให้ฉันนึกถึงพ่อของตัวเองขึ้นมา

หลังจากนั้นพ่อของเธอมาตรวจตามนัด เธอโทร.หาฉัน เมื่อพบกันเธอยื่นของฝากให้ฉัน ข้างในถุงนั้นเป็นข้าวเหนียวมะม่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ เก็บไว้กินเองนะคะ”

ฉันปฏิเสธเพราะรู้ดีว่าข้าวเหนียวมะม่วงถุงนั้นราคาแพงไม่น้อยเมื่อเทียบกับฐานะครอบครัวของเธอ

“คุณพยาบาลคะ รับไว้เถอะค่ะ หนูอยากให้คุณพยาบาล หนูรู้ว่าคุณพยาบาลมีเงินซื้อ แต่นี่เป็นของตอบแทนน้ำใจที่คุณพยาบาลมีให้ครอบครัวของหนู”

ฉันจึงรับข้าวเหนียวมะม่วงถุงนั้นไว้ แม้จะไม่ใช่อาหารเลิศหรูราคาแพง แต่กลับมีค่าทางจิตใจต่อฉันอย่างมากมาย

5 เดือนต่อมา ฉันเจอเธอโดยบังเอิญที่หน้าลิฟต์ เธอรีบเข้ามาทักด้วยความดีใจ วันนั้นเธอใส่เสื้อแขนกระบอกและผ้าถุงสีขาว ห่มสไบเฉียงเหมือนจะไปวัด

“หนูดีใจมากเลยค่ะที่ได้เจอคุณพยาบาล หนูภาวนาในใจว่าวันนี้หนูอยากเจอคุณพยาบาล หนูก็ได้เจอจริง ๆ” ทั้งน้ำเสียงและแววตาเธอบอกถึงความดีใจ

“วันนี้มาโรงพยาบาล มีนัดตรวจอะไรหรือ”

“พ่อมานอนโรงพยาบาลค่ะ เส้นเลือดที่ขาอุดตัน อีก 2 – 3 วันน่าจะกลับได้แล้ว แต่หนูดีใจที่เจอคุณพยาบาล เพราะหนูอยากเอาดอกไม้ที่หนูซื้อจากปากคลองตลาดมาให้คุณพยาบาลอนุโมทนาบุญค่ะ”

เธอตอบพร้อมกับชี้ไปที่กองถุงดอกไม้ 3 ถุงใหญ่ ประกอบด้วยดอกรัก ดอกกุหลาบ และดอกดาวเรือง อย่างละ 1 ถุง แล้วอธิบายว่า

“ช่วงที่พ่อมาอยู่โรงพยาบาล หนูตั้งใจจะไปนั่งสมาธิที่วัด และช่วงนี้มีการทำบุญดอกไม้ หนูจะไปร้อยดอกไม้ที่ซื้อมาเพื่อถวายพระ หนูตั้งใจจะร้อยมาลัยถวายพระในนามของคุณพยาบาล 1 พวง คุณพยาบาลและครอบครัวจะได้มีความสุข”

ฉันทั้งอึ้งและซึ้งใจ เธอยังคงนึกถึงฉันอยู่หรือนี่

“ขอบคุณมากนะคะที่นึกถึงกัน พี่ขอถวายปัจจัยร่วมทำบุญด้วยนะคะ” ฉันร่วมทำบุญไปกับเธอ

นับแต่นั้นมาเธอโทร.ปรึกษาฉันเป็นระยะ ๆ จนพ่อของเธอเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เธอโทร.มาเล่าให้ฟังว่า หลังงานศพ เธอก็ไปอยู่ที่วัด ช่วยเหลืองานวัดเพราะ

“หนูทำบุญให้พ่อค่ะ แล้วหนูก็ชอบทำงานวัดทุกอย่าง”

ความคิดบวก ของเธอช่างสวยงาม มันทำให้เธอไม่เคยเครียดหรือรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งในการดูแลพ่อ เพียงแค่เธอมีสติ ความคิด และใจที่สู้เท่านั้น ก็ทำให้เธอผ่านพ้นสิ่งต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี ทุกวันนี้แค่ฉันนึกถึงเธอก็ทำให้ยิ้มได้และพร้อมลุกขึ้นมาสู้กับงานในทุก ๆ วัน

ขนาดเธอยังยิ้มได้ ฉันก็จะยิ้มสู้กับปัญหาต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

ข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

ทีมงาน

เคล็ดลับบริหาร ทีมงาน สร้าง Team work ให้ทำงานสนุกและดีไปพร้อมกัน

ถึงแม้มนุษย์ทำงานทั้งหลายจะอยู่ในช่วง Work From Home เพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เราก็ไม่ควรหยุดที่จะเรียนรู้ มาฟังกันว่า “คุณตุ๊ก” เพียงเพ็ญ พรายแสง ผู้อำนวยการ บริษัท พับบลิคฮิต จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์แถวหน้า ผู้คร่ำหวอดในงานพีอาร์มากว่า 26 ปี มีเคล็ดลับในการ บริหารทีมงาน อย่างไรให้ทำงานอย่างสนุก และมีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

เริ่มต้นด้วย 3 ข้อคิดดี ๆ สำหรับผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง หรือหัวหน้างานที่น่าฟังไว้

1. ผสานความต่างอย่างลงตัว

พับบลิคฮิต เป็นองค์กรที่มีส่วนผสมของความแตกต่างที่ลงตัว ซึ่งข้อดีของการมีคนหลาย ๆ แบบในองค์กร คือ ทำให้มีมิติของการเคลื่อนไหว และได้รับรู้มุมมองใหม่ ๆ จากช่วงวัยที่ต่างกัน หรือมีสิ่งที่สนใจไม่เหมือนกัน ทว่าสามารถนำมาต่อยอดในการทำงานได้

2. รู้ศักยภาพของทีมงาน

ต้องรู้จุดเด่นของ ทีมงาน แต่ละคน ลูกน้องเก่งด้านไหน มีความสามารถอะไร ก็ดึงมาใช้ให้เหมาะสมกับคน ๆ นั้น เช่นบางคนถนัดทำงานเอกสารดี แต่พรีเซนต์ไม่เก่ง ส่วนอีกคนถนัดที่จะพูดมากกว่าทำงานเอกสารก็ต้องจับคู่กันให้ทำงานด้วยกัน เป็นต้น

3. เก่งแค่ไหนไม่เท่าคิดบวก

เก่งคนเดียว แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ก็อยู่ยากในยุคนี้ ที่พับบลิคฮิตบางคนอาจเก่งไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องมี คือ ทัศนคติที่ดีและคิดบวก เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้ทีมเดินหน้าไปด้วยกันอย่างราบรื่น

 

สำหรับทุกคนในทีมงานมีเคล็ดลับดี ๆ 3 ข้อนี้ มาแชร์กันไว้

1. อัพเดตกันเสมอ

แลกเปลี่ยนข้อมูลกันภายในทีมเสมอ เพราะแต่ละคนต่างมีช่องทางในการรับข้อมูลที่แตกต่างกันไป เช่น แต่ละวันทุกคนจะแชร์ข้อมูลที่น่าสนใจลงไปในกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศ ซึ่งหลายเรื่องที่คนในทีมแชร์กันมา บางเรื่องนอกจากจะไม่เคยรู้มาก่อนแล้ว ยังเป็นประโยชน์และสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานได้อีกด้วย

2. คิดต่างแต่ไม่แตกแยก

สิ่งสำคัญในการระดมสมองภายในทีมคือ การยอมรับความต่าง ไม่บังคับ หรือออกคำสั่ง แต่เป็นการแชร์ไอเดียกันและกัน เพื่อหาจุดตรงกลางที่ลงตัว และได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่องานมากที่สุด

3. รับมือกับปัญหาไปด้วยกัน

การทำงานต้องมีการวางแผน และซักซ้อมเสมอ เพื่อรับมือกับความผิดพลาดที่อาจเกิดได้ แม้ว่าบางครั้งหน้างานอาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ที่เกินคาดการณ์ หรือมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ยากตัดสินใจ ในฐานะหัวงานก็ต้องเตรียมสแตนด์บาย เพื่อช่วยทีมแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และหลังจากจบงานทั้งทีมก็จะนำเคสทั้งหลายมาคุยกัน เพื่อให้เป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไป ที่ไม่ควรต้องผิดพลาดซ้ำอีก

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

เปลี่ยนคุณให้กลายเป็น คนมีความสุข มากขึ้นกับ 10 เรื่องง่ายๆ

เปลี่ยนคุณให้กลายเป็น คนมีความสุข มากขึ้นกับ 10 เรื่องง่ายๆ
เราทุกคนล้วนพยายามทำให้ตัวเองกลายเป็น คนมีความสุข ซึ่งหลายๆ คนเอง ก็อาจจะยังไม่ค่อยรู้วิธีสร้างความสุขแบบ ‘แท้จริง’ ให้เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ บางคนบอกว่าถ้าฉันได้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ ได้ไปเที่ยวในวันหยุด หรือลดน้ำหนักให้เหลือน้อยลงได้ ฉันจะมีความสุขมากขึ้น

แต่บ่อยครั้งความสุขที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้าภายนอกเหล่านี้ ก็เป็นเพียงความสุขแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะพลังความสุขที่แท้จริง จะต้องเกิดขึ้นมาจากภายในใจของเรา ดังนั้น ลองมาทำตาม 10 เรื่องง่ายๆ ที่เรานำมาฝาก เพื่อให้คุณมีความสุขตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้กัน

1.กอดตัวเอง
หากเราพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้ เราก็ต้องพูดคุยกับตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น ลองหันมาพูดสิ่งดีๆ กับตัวเอง รักตัวเองในแบบที่คุณเป็น จงอย่าลืมที่จะฝึกฝนการรักตัวเอง และหมั่นค้นหาคำพูดที่ดีต่อใจมาคอยบอกกับตัวเองอยู่เสมอ

2.ใจดีกับตัวเองบ้าง
หัดเรียนรู้ที่จะให้อภัยและไม่โทษตัวเองเกี่ยวกับความผิดพลาดที่ผ่านมา อย่าลืมถามตัวเองว่าคุณต้องการอะไรในชีวิต ส่วนอะไรที่ไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องบีบบังคับตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบอะไรมากมายขนาดนั้น

3.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
ในโลกที่สื่อโซเชียลสามารถทำให้ชีวิตของใครหลายคนดูสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ แต่เราก็อย่าลืมจำไว้ด้วยว่านั่นอาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นสิ่งที่แย่ที่สุด ลองติดตามการดูคนอื่นๆ ให้น้อยลง และหันกลับมามองตัวเองว่าเรานั้นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

4.เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
ก็คือการมีน้ำใจต่อตัวเองและทำสิ่งต่างๆ ที่ทำให้คุณมีความสุข จงใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวให้มาก หัดชื่นชมตัวเองในความที่คุณไม่เหมือนใคร และไม่มีใครสามารถเหมือนคุณได้

5.เดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ แต่อย่ากดดันตัวเองให้เดินได้ไกล หากการเดินเป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณ ลองใช้เวลาสองสามนาทีต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าที่จะทำสิ่งนี้โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลง เพื่อฟังเสียงนกและต้นไม้ดูบ้าง

6.ทำสมาธิ
สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อตัวคุณเอง คือการใช้วันหยุดพักผ่อนของคุณลองทำสมาธิดูบ้าง แค่สองสามนาทีต่อวัน หรือสองสามครั้งต่อสัปดาห์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วล่ะ

7.อย่าตื่นและเข้านอนพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ
ลองนำโทรศัพท์ของคุณออกจากห้องนอน แม้มันจะฟังดูเป็นเรื่องที่ยาก แต่ยังไงก็ควรลอง และคุณอาจจะค้นพบว่าคุณสามารถหลับเร็วและนอนหลับได้ลึกขึ้นด้วย

8.มองตัวเองผ่านสายตาคนที่รักคุณ
ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อน คู่หู หรือลูก ๆ ลองดูว่าพวกเขารักคุณมากแค่ไหน สิ่งที่คุณไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง มันอาจเป็นสิ่งที่ดีและสมบูรณ์แบบสำหรับพวกเขาเหล่านั้นก็ได้

9.ลงมือทำสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
ถ้ากาแฟเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกดี จงดื่มด่ำและสนุกกับมัน แต่ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด ลองนึกถึงเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างเช่น แอลกอฮอล์ก็อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะนี่คือชีวิต ร่างกายและจิตใจของคุณ จงหล่อหลอมและเลี้ยงดูตัวคุณเองด้วยสิ่งที่เหมาะสมกับคุณ

10.จดจ่ออยู่กับลมหายใจ
การสูดลมเข้าและออกอย่างช้าๆ เพียงสิบครั้ง สามารถช่วยให้เราสงบนิ่งได้ ดังนั้น ลองใช้เวลาในช่วงที่รถติดไฟแดงหรือช่วงที่กำลังรอน้ำเดือด อะไรต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นการฝึกกำหนดลมหายใจ

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

เกิดเรื่องดี ๆในแต่ละวันได้ กับ 5 กิจวัตรประจำวัน ที่ควรทำให้ชิน ต้อนรับ เช้าวันใหม่

เกิดเรื่องดี ๆในแต่ละวันได้ กับ 5 กิจวัตรประจำวัน ที่ควรทำให้ชิน ต้อนรับ เช้าวันใหม่

หากอยากเริ่มต้น เช้าวันใหม่ ด้วยความรู้สึกดีๆ ก่อนอื่นเราอาจต้องทำ กิจวัตรประจำวัน ที่เป็นอยู่ ให้เกิดความสุขและสร้างพลังใจให้ได้เสียก่อน เมื่อทำได้แล้ว เราจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างแน่นอน หรือถ้าใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มสร้างเรื่องราวเหล่านี้ให้เกิดขึ้นด้วยวิธีไหน ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู

สร้างนิสัยการตื่นเช้า

เคยลองสังเกตตัวเองไหม หากวันไหนที่เราตื่นเช้า เรามักจะรู้สึกว่ามีเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันเยอะกว่าปกติ และสามารถทำได้หลายอย่างมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ลองหันมาฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนนอนเร็ว และตื่นแต่เช้ากันดู เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเร่งรีบซะจนเกิดความ ‘หงุดหงิด’ แถมยังมีเวลาทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

วางแผนการทำงาน

วิธีจัดการชีวิตในแต่ละวันให้ง่ายที่สุด และช่วยยับยั้งความเหนื่อยล้าไม่ให้เกิดขึ้นได้ ก็น่าจะเป็นการรู้จักวางแผนเรื่องต่างๆ เพราะถ้าหากมัวแต่เอาเวลาไปใช้อย่างสะเปะสะปะ เป้าหมายที่วางไว้ก็อาจจะคาดเคลื่อนและไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ จนทำให้ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรกันไว้ดีกว่าแก้

หาอะไรทานก่อนเริ่มกิจกรรม

เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง การหาอะไรอร่อยๆ ทาน ก่อนก้าวออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ ก็สามารถช่วยให้คุณมีพลังเต็มร้อยพร้อมที่จะต่อสู้ก้บเช้าวันใหม่ได้ดีไม่น้อยเลยค่ะ และนอกจากมันจะช่วยทำให้คุณไม่หงุดหงิดหัวเสีย เพราะความหิวแล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นมนุษย์สุขภาพดี เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนอย่างตรงเวลาอีกด้วยนะ

ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์สดใส ไร้ความขุ่นมัว

แม้ความงัวเงียในตอนเช้าๆ จะเป็นสิ่งแรกที่เข้ามาขัดขวางความสดใส แต่ลองสังเกตดูกันสักนิดว่า ถ้าหากวันไหนเราตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว วันนั้นเราก็มักจะขุ่นมัวตลอดทั้งวัน ทางที่ดีลองปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองให้ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับอารมณ์ฟีลกู๊ด ทำให้ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความหวังแห่งการเริ่มต้นใหม่ ไม่แน่ว่าวันๆ นี้มันอาจกลายเป็นวันที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ของคุณเลยก็เป็นได้

จัดระเบียบความคิด

เพราะเราทุกคนต่างก็จำเป็นต้องวางแผนให้กับตัวเอง ก่อนก้าวออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอย่างแน่นอน ซึ่งการจัดระเบียบความคิดให้ดี ก็จะมีส่วนช่วยทำให้วันทั้งวันของคุณ กลายเป็นวันที่มีความสุขขึ้นมาได้ เนื่องจากความไม่ต้องวิตกกังวลกับอะไรต่อมิอะไรที่มันไม่เป็นดั่งใจนั่นเอง

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง ๆ : https://www.yuzuhiko2.com/

ถ้าคิดว่า “ทำไม่ได้” โอกาสสำเร็จก็เท่ากับศูนย์! เทคนิค ให้กำลังใจตัวเอง บอกตัวเราว่า “ฉันก็ทำได้”

โอกาสสำเร็จก็เท่ากับศูนย์!ถ้าคิดว่า “ทำไม่ได้”บอกตัวเราว่า “ฉันก็ทำได้”

คนที่ไม่ผิดพลาด คือคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย

บางครั้ง เราอาจกลัวความผิดพลาด จนไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร แต่การไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย ก็ไม่ส่งผลดีต่อชีวิตของเราเช่นกัน มั่นใจในการตัดสินใจของเรา แล้วทำมันให้เต็มที่กันดีกว่า

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ พิจารณาไตร่ตรองให้รอบด้าน แล้วลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท

อย่าดูถูกตัวเอง

อย่ามองว่าตัวเราแย่ ไม่ดี ไม่เก่ง เพราะการทำแบบนั้นจะยิ่งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของตัวเราเอง ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง และไม่มั่นใจที่จะทำอะไร

เรียนรู้จากความผิดพลาด

แทนที่จะมานั่งท้อแท้ใจกับสิ่งที่เราได้เคยทำผิดพลาดไป ลองเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น แล้วก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง

เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นพลังที่จะก้าวต่อไป

อย่ามัวนั่งท้อแท้ ผิดหวังกับตัวเองอยู่เลย คนเราล้มได้ ก็ลุกขึ้นสู้ได้ เปลี่ยนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นพลังผลักดันให้เราก้าวต่อไปดีกว่า

อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

อย่ากังวลล่วงหน้าไปถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เรานั่งเครียดกังวลตอนนี้ไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สู้เอาเวลาไปเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง พร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และยิ้มรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงกันดีกว่า

อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด

ยืดหยุ่นบ้าง อย่าไปเข้มงวดกับทุกเรื่องในชีวิตของเรา อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยวางมันไปบ้าง ถ้าสิ่งนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราได้จริงๆ ก็ปล่อยไป

มองให้เห็นด้านดีของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมมองให้เห็นคุณค่าของตัวเราเอง แล้วเราจะรู้สึกรักและเคารพตัวเองมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสาร สาระอื่น ๆ :https://www.yuzuhiko2.com/