Skip to content

SEO คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้ยังไง

Keyword stuffing | เรียนรู้ SEO

ความหมายของ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง กระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณทำกับสินทรัพย์ออนไลน์ของคุณเพื่อให้ทรัพสินย์เหล่านั้นมีอันดับที่ต้องการในผลการค้นหาของ Search Engine (SERP – Search Engine Result Pages)

ขอขยายความ 2 องค์ประกอบในคำจำกัดความด้านบน ดังนี้

  •  สินทรัพย์ออนไลน์ (Online Property) ได้แก่สิ่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้สาธารณะในอินเตอร์เน็ต เช่น ช่องยูทูป (Youtube Channel), เพจเฟสบุ้ค (Facebook Fan Page), บทความที่คุณลงไว้ใน Blog เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถทำ SEO ได้ทั้งสิ้น ไม่จำกัดอยู่เพียง เว็บไซต์
  •  กระบวนการหรือกิจกรรม ต่างๆ ที่คุณควรทำเพื่อให้ Online Properties ของคุณขึ้นไปติดหน้าแรก Google เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีและขั้นตอนการทำ SEO ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ที่ผมจะลงรายละเอียดกันต่อไปในบทควาวมนี้

จำแนกประเภทของ Search ใน Google ให้กระจ่างก่อนลงมือทำ?

1. โฆษณาใน Google (Paid Search)

ดูตัวอย่างในรูปด้านบน (สีเหลืองๆ ที่ผมเน้นไว้) ส่วนนี้จะอยู่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา เป็นโฆษณา Google Ads ที่นักลงโฆษณาซื้อไว้ สังเกตง่ายๆ จะมีคำว่า ‘ads’ เล็กๆ กำกับอยู่ เราจะยังไม่ลงรายละเอียดกันเรื่อง SEM Marketing คืออะไรในบทความนี้ ไว้ในอนาคตถ้ามีโอกาสค่อยมาเล่าสู่กันฟัง

2. ผลลัพธ์จากการทำอันดับแบบธรรมชาติ (Organic Search)

ส่วนนี้ (สีเขียวในรูป) นี่เองที่เราจะเน้นกันในบทความนี้เพราะว่า ผลลัพธ์ในหน้าผลการค้นหาในส่วนคือผลจากการทำ SEO ล้วนๆ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าตังค์ไปจ่าย Google ให้เมื่อยตุ้ม

SEO มีประโยชน์ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ?

เหตุผลที่คุณในฐานะนักธุรกิจออนไลน์ควรหันมาสนใจมาทำนั้น ผมเห็นว่ามี 2-3 เหตุผลหลักๆ ดังนี้:

1. เพิ่มช่องทางการพาคนเข้าชมเว็บไซต์

ฝรั่งเขาได้ทำการทดสอบสรุปออกมาให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ SEO ว่าในบรรดาผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เข้า web นี้ ออก web นั้น ผู้ใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก search engine ประมาณ 70%

ที่เหลืออีก 29% มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น เว็บ Social Media อย่าง Facebook, Youtube, Twitter หรือ instagram เป็นต้น ขออธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนี้:

คุณทำธุรกิจขายรถมือสอง เว็บไซต์ ของคุณติดอันดับ 2 keyword “ซื้อรถมือสองที่ไหนดี?”  ทำให้มีคนราว 300 คนต่อเดือน เข้ามาเยี่ยมชมเว็บคุณ

บังเอิญคุณปรับเว็บไซต์ของคุณให้มีรูปร่างหน้าตาดี พร้อมทั้งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ว่าที่ลูกค้า กลุ่มเป้า หมายเหล่านั้นก็เลยตัดสินใจโทรมาสอบถามแล้วนัดมาดูรถที่ร้าน สมมุติแบบอนุรักษ์นิยมเลยว่าคุณปิดการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10% หมายความคุณสามารถขายรถเพิ่มขึ้นเดือนละ 30 คัน! (ชักเริ่มเข้าท่าแล้ว?)

สรุปว่าถ้าคุณเพิกเฉยช่องทางดึงคนกลุ่ม เป้าหมาย เข้าเว็บใหม่ๆ จะทำให้คุณเสียว่าที่ถูกค้าใหม่ๆ ให้กับคู่แข่งของจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน

2. กระจายความเสี่ยงธุรกิจ (Business Risk)

“บางท่านอาจบอกว่า SEO ไม่จำเป็น ทำก็นานกว่าจะเห็นผล ทุกวันนี้ทำ Marketing ใน Social Media ซื้อโฆษณาในเฟสบุ้ค ก็ขายของดีเป็นเททิ้งอยู่แล้วไม่เห็นต้องทำ”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริง แต่ผมว่าการเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตระกร้าใบเดียว (ในที่นี้คือการซื้อโฆษณา) มันก็สุ่มเสี่ยงอยู่ 2 ประการ ดังนี้:

คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ออนไลน์: เว็บไซต์ที่คุณไปลงโฆษณาไว้ วันดีคืนดีถ้าเขาเลิกทำไป หรืออยู่ดีๆ ก็ปิดบัญชีโฆษณา (Advertising account) ของคุณแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ มีตัวอย่างให้เห็นมาเรื่อยๆ

การขาดสภาพคล่อง: การลงซื้อโฆษณาหรือยิง Ad ที่เขาเรียกกันทุกวันนี้ มันต้องมีเงินไปซื้อนะ อยู่ดีๆ COVID 19 ก็มา ทำให้ธุรกิจคุณขาดสภาพคล่องต้องตัดงบตัดรายจ่ายรัดเข็มขัดกันให้วุ่น นั่นหมายความว่าคนที่มาจาก PPC หรือ SEM Marketing ต้องเป็นศูนย์ทันที

แล้วจะทำยังไง งานเข้าเลยทีนี้ ช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวที่ดึงคนเข้าร้านมาแรมปีก็ไม่มีแระ จะขายของให้ใครล่ะอีหรอบนี้

3. การวัดผลที่มีประสิทธิภาพ (Digital Marketing Measurement)

คุณอาจจะนึกแย้งเล่นๆ ในใจเบาๆ (อีกแระ) ว่า ทำไมต้องทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มไปใยในเมื่อคุณไปเล่น Marketing แบบเดิมๆ คือลง ads ในนิตยสารรถมือสองหรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ อาจขายได้เยอะกว่าด้วย!

ตอบว่า: มันก็จริงอยู่ที่ว่าคุณอาจขายได้ แต่ว่าผมเชื่อลึกๆ ว่าการซื้อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การลงหนังสือพิมพ์แจกฟรีตามรถไฟฟ้า (ยกตัวอย่าง) คุณอาจต้องกำเงินมาวันละเหยียบแสนในการลงโฆษณากรอบเล็ก หน้าในๆ

และที่สำคัญอย่างการวัดผลแบบละเอียดทำค่อนข้างลำบาก ไม่เหมือนการทำอะไรก็ตามออนไลน์ที่คุณสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ คุณสามารถวัดสมรรถนะ Campaign ที่คุณเสียตังค์ลงไปได้ลึกและหลากหลายกว่า อาทิ คุณสามารถดูใน Google Analytics ได้ว่าวันนี้มีคนเข้ามาเว็บไซต์คุณกี่คน, หน้าเพจไหนคนดูเยอะ, คนอ่านหน้าไหนนาน, มาหน้านี้แล้วไปไหนต่อ, โทรมาหาคุณกี่ครั้งต่อเดือน เป็นต้น

อัพเดตความพร้อมก่อนลงมือทำ

1. วางแผนกลยุทธ์ SEO 

การวางแผนกลยุทธ์ SEO คือ การวางแผนคิด คำนวณให้ได้ตัวเลขคร่าวๆ ที่คุณสามารถใช้เป็น KPI หรือตัวชี้วัดว่าที่คุณกำลังจะทำนั้น สำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จต้องปรับปรุง ตรงไหน อย่างไร

ผมแนะนำไม่ขอลงรายละเอียดการทำ แนะนำให้ไปอ่านบทความนี้ ได้อธิบายไว้แล้วอย่างละเอียด

2. หาคำเหมาะๆ สำหรับดึง user เข้าชมเว็บไซต์ 

ก่อนลงมือทำ SEO นอกจากการ design วางแผนคำนวณต้นทุนอย่างรัดกุมแล้ว ยังมีอีกงานที่ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการทำวิจัยคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจ Market ว่าคนที่สนใจและมีแนวที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณนั้นเขาใช้ Keywords อะไรค้นหากันธุรกิจของคุณ และอีกอย่างที่สำคัญคือคุณสามารถประเมิน user ที่มาเข้าเว็บไซต์คร่าวๆ ได้ว่าเดือนๆ นึงจะมีคนมาเข้าเว็บไซต์คุณเท่าไร

Keyword Planner เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างมาไว้ให้คนที่ต้องการลงโฆษณาใน Google Ads ใช้ แต่เราชาว SEO สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

ในกรณีที่คุณยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงโฆษณาใน Google เลย คุณอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างในส่วนของจำนวนการค้นหารายเดือน (Search Volume) ที่ดูเหมือนจะไม่เป๊ะๆ แต่จะกำหนดมาเป็นช่วงๆ เช่น 100-1000 เป็นต้น คุณไม่ต้องไปซีเรียสมาก ตัวเลขพวกนี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น เจ้าไหนก็ไม่เป๊ะ Don’t Worry, Be Happy!

SEO ทําอย่างไร? ให้ข้อความติดหน้า 1 ในกูเกิล (Ranking Factors) ล่ะ ทำยังไงล่ะฮึ?

หลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google นั่นมีไม่เยอะที่ต้องคำนึงถึงและท่องจำเก็บไว้ในใจ มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. เนื้อหา (Content) ของเว็บไซต์ 
  2. โครงสร้างของเว็บไซต์
  3. ลิ้งค์ หรือ Backlink

1. เนื้อหาข้อมูลเว็บต้องเลิศไว้ก่อน ให้อัปเดตตลอดถึงจะดี (Content is King)

เนื้อหาคอนเทนต์ (Content) ในที่นี้ผมเหมารวมยกเข่งทุกสิ่งอย่างที่คุณสามารถนำมาแปะไว้บนเว็บไซต์คุณ แล้ว user มีความสุขในการเสพสื่อนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ (text), รูปภาพประกอบการอธิบาย (image), Infographic, VDO และอื่นๆ

ทั้งนี้เพราะว่าถึง Search Engines ต่างๆ โดยเฉพาะ Google จะมีความเก่งกล้าสามารถมากกว่าแต่ก่อนแยะ ในการตีความ rich media อย่าง รูปภาพ, gift animation หรือ แม้กระทั่งวิดีโอ เป็นต้น ในบางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาจากการตีความดังกล่าวก็ยังไม่ค่อยตรงกับใจของเจ้าของเว็บไซต์นัก

เพื่อเป็นการจัดการกับความเสี่ยงถ้าจะใส่องค์ประกอบต่างๆ นอกเหนือจาก text ในหน้าเว็บให้คุณใส่ตัวหนังสืออธิบายกำกับไว้ด้วยจะดีที่สุด เช่น ใส่คำอธิบายรูปภาพ ไว้ใน Alt ของ HTML Image tag ด้วย เป็นต้น

ในการทำ content มี 2 สิ่ง ที่ต้องระลึกนึกถึงเสมอ มีดังนี้

ผู้ใช้ต้องการเนื้อหาแบบไหน (Search Intent)

สมมุติว่าคุณทำเว็บ Blog ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัวเตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น

ถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่าติดหน้าแรก keyword “หางานราชการ” นั้นไม่ไกลเกินฝัน ..

ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกลักษณะ Content เว็บแต่ละหน้าประกอบไปด้วยงานราชการ (Job list) ทั้งนั้น ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูล หรือความรู้

ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้ใกล้เคียงมากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำอันดับดีๆ

คุณภาพ (Quality Content)

ข้อนี้ไม่ต้องสาธยายกันให้ยืดเยื้อครับ พยายามเขียนหรือสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิ

  • เนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร
  • มีข้อมูลงานวิจัยอ้างอิงประกอบ
  • ทำ วีดีโอ อธิบาย เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ
  • มีรูปภาพเพื่อช่วยในการอธิบายหัวข้อยากๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น เป็นขั้นเป็นตอน เป็นต้น

2. ปรับโครงสร้างข้อมูลเว็บไซต์บริษัทของคุณตามหลัก Onpage ให้กูเกิ้ล Love

ในภาษา SEO เราจะเรียกการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ว่าการทำ Onpage หรือ Onsite หมายถึงการปรับแต่ง Content โครงสร้างและ design ส่วนต่างๆ ที่อยู่ในเว็บคุณสอดคล้องกับ Algorithm ของ google

On-Page SEO คืออะไรในภาษาคน?

คุณกำลังจะออกเดต หรือไปเที่ยวกับแฟนเป็นครั้งแรก สิ่งที่คุณต้องทำกับตัวเองคืออะไรครับ? ตัดผมให้ดูเป็นทรงหน่อย, ใส่เสื้อตัวเก่ง, ใส่น้ำหอม ทีคุณคิดว่าแฟนหรือว่าที่แฟนคุณชอบ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อสิ่งเดียวครับ คือ การสร้างความประทับใจแรก (First Impression) เพื่อให้ติดตราตรึงใจว่าที่แฟนคุณ เพื่อในอนาคตอาจมีการพัฒนาเปลี่ยนสถานะไปเป็นแฟนและภรรยาในที่สุด

เว็บคุณก็เหมือนกันเพื่อที่จะสร้างความประทับใจให้ Google แล้ว ก็ต้องปรับเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ เพื่อในอนาคตอันใกล้ Google ถูกใจขึ้นมา อาจโปรโมทเว็บคุณให้ติดหน้าแรก ก็ได้

3. สร้างลิ้งก์ (Backlink) อย่างไรถึงจะได้ผลดี

ในการทำอันดับ SEO ให้ได้ผลดีนั้นนอกจากการปรับแต่งเว็บไซต์ (On-page) ให้ถูกต้องเป็นที่ชื่นชอบของ Google แล้ว คุณมีความจำเป็นที่ต้องมีโปรแกรมที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์ลิงก์ในเว็บคุณ และเว็บคู่แข่งเพื่อการวางแผนในการสร้าง backlink (Link Building Campaign) อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉันท์ใดก็ฉันนั้นถ้าเพียงคุณปรับปรุงเว็บไซต์คุณเพียงลำพังอย่างเดียว คุณอาจติดอับดับดีได้เฉพาะ keyword ที่มีการแข่งขันน้อย-ปานกลาง แต่ถ้าคุณได้เสียงโหวต (ในที่นี้คือ ลิ้งค์) จากเว็บอื่นๆ ชี้มาที่เว็บคุณด้วย google ก็จะมองว่า อืมม์..ของคุณมันดีจริง จึงไว้ใจ และให้รางวัลเป็น คะแนน Rankings ดีๆ ที่คุณพอใจ

ในการสร้าง backlink ให้คำนึง คุณภาพมาเป็นอันดับแรก คำว่าคุณภาพในบริบทการทำ Backlinks ผมจะมอง 2 สิ่งเป็นหลัก :

3.1 ลิ้งค์จาก Web ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Domain Authority Link)

คำว่า Domain rating (DR) หรือ Domain authority (DA) นี้เป็นคำกลางๆ ที่ถูกสร้างมาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงของเว็บไซต์ โดยจะมีคะแนนเต็มที่ 100 เว็บไซต์ มีแต้มยิ่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันในการทำอันดับสูง

ยกตัวอย่าง Facebook.com หรือ Google.com มี DR = 100 แนะนำว่าสร้าง backlink ที่มี DR หรือ DA สูงๆ ไว้ก่อน จะดีกว่าลิ้งค์เล็กๆ น้อยๆ

3.2 ลิ้งค์จาก Web ที่มีสินค้า,บริการ คล้ายๆ กัน (Relevant Link)

เลือกที่จะสร้าง backlink ที่มีคอนเทนต์เว็บไซต์เหมือน คล้ายๆ หรืออยู่ใน topic เดียวกันกับเว็บของคุณครับ แนะนำๆ

ตัวอย่างเช่น: เว็บคุณเป็นเว็บเกี่ยวกับการหา งาน ถ้าคุณมีลิ้งค์มาจากเว็บหา งาน ยอดนิยมอย่าง Job DB ถือว่าดีมาก เป็น backlink เกรด A ลิงก์ลักษณะนี้เพียงลิงก์เดียวอาจทำให้ตำแหน่ง keyword ที่คุณทำกระโดดขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google เลยก็เป็นได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *